SCALEUPTHAI INSIGHTS

การทำ Backlink คืออะไร

เข้าใจการทำ Backlink คืออะไร มีกี่ประเภท เกณฑ์การวัดคุณภาพ วิธีสร้างลิงก์อย่างถูกต้อง และสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์อย่างปลอดภัย ซึ่งจากการศึกษาของ Ahrefs ในปี 2020 พบว่าเว็บไซต์ประมาณ 66.5% ไม่มีผู้เข้าชมจากผลการค้นหาเลย ปัจจัยหนึ่งคือไม่มีเว็บไซต์อื่นอ้างอิง หรือลิงก์เข้ามา ทำให้ Google มีข้อมูลสนับสนุนความน่าเชื่อถือน้อย

การทำ Backlink คืออะไร Google ประเมิณอย่างไร

Backlink ทำงานอย่างไรในสายตา Google

การทำ Backlink คือ การทำลิงก์จากเว็บไซต์อื่น ๆ ที่ชี้มายังเว็บไซต์ของเรา โดย Google ใช้ลิงก์เป็นข้อมูลประกอบการประเมิณว่าเนื้อหาหน้าใดได้รับการยอมรับและควรแสดงต่อผู้ค้นหา โดยจำนวนลิงก์เพียงอย่างเดียวไม่พอ ต้องเป็นลิงก์จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง และอ้างอิงอย่างเป็นธรรมชาติ มีคุณค่ามากกว่าลิงก์จำนวนมากจากเว็บไซต์คุณภาพต่ำ

ลองคิดง่าย ๆ ว่า หากเว็บไซต์ A ใส่ลิงก์ไปยังเว็บไซต์ B ซึ่งลิงก์นั้นถือเป็นลิงก์ของเว็บไซต์ B ไม่ใช่ของเว็บไซต์ A ฉะนั้นแล้ว Google จะมองลิงก์ลักษณะนี้เป็นการอ้างอิงระหว่างเว็บไซต์ โดยลิงก์จะมีความหมายมากขึ้นก็ต่อเมื่อ เว็บไซต์ต้นทางมีความน่าเชื่อถือ เนื้อหาของทั้งสองหน้ามีความเกี่ยวข้องกัน และผู้เขียนใส่ลิงก์เพราะช่วยให้ผู้อ่านเกิดการค้นหาข้อมูลต่อได้อย่างง่าย ดังนั้นแล้ว จึงเป็นเป้าหมายไม่ใช่ทำเพื่อให้เว็บไซต์มีลิงก์มากที่สุด แต่ต้องได้รับการอ้างอิงจากหน้าที่เหมาะสมและมีผู้เข้าใช้งานจริง

ลิงก์ที่ช่วยในการทำอันดับมีความต่างจากลิงก์ทั่วไปอย่างไร

คำถามที่พบบ่อยคือ “ทุกลิงก์ที่เข้ามายังเว็บไซต์ ช่วย SEO หรือไม่” คำตอบคือไม่เสมอไป โดยลิงก์ที่จะช่วยในการดันอันดับนั้น ควรมาจากหน้าที่ Google เข้าถึงได้ มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกัน และอ้างอิงมายังหน้าปลายทางอย่างเป็นธรรมชาติ หากเป็นลิงก์ที่อยู่ในกลุ่มปิดหรือหน้าที่ Google ไม่สามารถเข้าถึงได้นั้น อาจส่งผลต่อผู้เข้ามาชมได้ แต่ไม่ได้ช่วยด้านการค้นหาโดยตรง ฉะนั้นแล้ว ทุกลิงก์ที่เข้ามายังเว็บไซต์ถือเป็นการทำ Backlink ทั้งหมด แต่ไม่ใช่ทุกลิงก์จะถูกมองว่าเป็นลิงก์ที่มีคุณค่าต่อการทำ SEO เท่ากัน

PageRank ทำงานอย่างไร

PackRank เป็นแนวคิดพื้นฐานของ Google ที่ใช้ประเมิณความสำคัญของหน้าเว็บไซต์จากลิงก์อ้างอิง หลักการคือหน้าที่ได้รับลิงก์จากแหล่งที่มีความน่าเชื่อถือ จะได้รับน้ำหนักบางส่วน และสามารถส่งต่อน้ำหนักนั้นไปยังหน้าที่มีการเชื่อมโยงได้

  • ลิงก์จากหน้าเว็บที่มีความน่าเชื่อถือ มักมีน้ำหนักมากกว่า
  • ลิงก์จากเนื้อหาที่เกี่ยวข้องจะช่วยให้ Google เข้าใจบริบทได้ดีขึ้น
  • หน้าที่ใส่ลิงก์ออกจำนวนมากจะแบ่งน้ำหนักไปยังหลายปลายทาง

แม้ Google จะไม่เปิดเผยค่า PageRack ต่อสาธารณะแล้วก็ตาม แต่ลิงก์ยังเป็นหนึ่งในสัญญาณที่ระบบค้นหาใช้ในการประเมิณหน้าเว็บไซต์

ทำไมการทำ Backlink ยังมีความสำคัญต่อการทำอันดับ

Backlink คืออะไร

หลังจาก Google เปิดใช้คำตอบสรุปด้วย AI มีการศึกษาจาก seoClarity และ BrightEdge พบว่าแหล่งข้อมูบที่ระบบเลือกอ้างอิงนั้น มักมีเครือข่ายลิงก์จากเว็บไซต์อื่นที่มีความแข็งแรงกว่าค่าเฉลี่ยของหน้าที่ติดอันดับต้น ๆ เหตุผลคือระบบยังต้องอาศัยข้อมูลที่มีแหล่งอื่นช่วยยืนยัน เนื้อหาที่ดีจึงควรได้รับการอ้างอิงจากเว็บไซต์ในวงการนั้น ๆ ด้วย ฉะนั้นแล้ว คำตอบสรุปด้วย AI ของ Google ยังต้องเลือกข้อมูลจากแหล่งที่มีความน่าเชื่อถือ การมีเว็บไซต์อื่นอ้างอิงถึงเนื้อหาของเรา จึงช่วยยืนยันว่าข้อมูลไม่ได้เป็นเพียงคำกล่าวอ้างจากเจ้าของเว็บไซต์ฝ่ายเดียว อย่างไรก็ตาม การทำ Backlink ไม่ได้รับการรับประกันว่าจะถูกนำไปแสดงในคำตอบอัตโนมัติ แต่เนื้อหายังต้องตอบคำถามชัดเจน ถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และมีหลักฐานที่ตรวจสอบได้

การทำ Backlink มีกี่ประเภท

ประเภทของ Backlink ที่ควรรู้

การทำ Backlink แบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่ แบ่งตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ในโค้ด HTML และแบ่งตามวิธีที่เว็บไซต์ได้รับจากลิงก์นั้น ๆ มา

การแบ่งลิงก์ตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ในโค้ด

  • Dofollow : เป็นสถานะปกติของลิงก์ หากไม่ได้มีการกำหนดคุณสมบัติอื่น ๆ Google จะสามารถติดตามลิงก์นั้นได้และใช้เป็นข้อมูลประกิบการประเมิณหน้าปลายทางได้
    ตัวอย่างลิงก์ <a href=”/”>ScaleUpThai</a> นี่เป็นลิงก์ Dofollow เพราะไม่ได้ใส่ rel=”nofollow”, rel=”sponsored” หรือ rel=”ugc”
  • Nofollow : เป็นการกำหนดลิงก์จากเจ้าของเว็บไซต์เพื่อแจ้ง Google ว่าไม่ต้องการรับรองหน้าปลายทางผ่านลิงก์นี้ โดยในปัจจุบัน Google ใช้ค่านี้เป็นเพียงข้อมูลประกิบ ไม่ใช่คำสั่งตายตัว
    ตัวอย่างลิงก์ <a href=”/” rel=”nofollow”>ScaleUpThai</a> นี่เป็นลิงก์ Nofollow ซึ่งยังมีประโยชน์ต่อการรับรู้แบรนด์และการส่งผู้เข้าชม แม้จะไม่ควรคาดหวังผลด้านการทำอันดับโดยตรงก็ตาม
  • ลิงก์ที่มีผู้สนับสนุนและลิงก์จากผู้ใช้ : เป็นลิงก์ที่กำหนดคุณสมบัติเพื่อบอกที่มาของลิงก์อย่างชัดเจนให้ Google ทราบ โดยมีดังนี้
    rel=”sponsored” ใช้กับลิงก์ที่มีค่าตอบแทน เช่น โฆษณาและบทความสนับสนุน
    rel=”ugc” ใช้กับลิงก์ที่ผู้ใช้สร้างขึ้น เช่น ความคิดเห็น กระดานสนทนา และรีวิว

การระบุให้ถูกต้องจะช่วยให้ Google เข้าใจความสัมพันธ์ของลิงก์ และลดความเสี่ยงจากการตีความว่าเป็นการสร้างลิงก์เพื่อควบคุมอันดับได้

แบ่งประเภทตามวิธีที่ได้รับลิงก์

  • ลิงก์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ผู้อื่นเลือกอ้างถึงเราเพราะเนื้อหามีประโยชน์ ลิงก์ประเภทนี้ได้ยากแต่มีคุณค่าสูง
  • ลิงก์ที่ได้จากการติดต่อ เราเสนอเนื้อหาหรือความร่วมมืออย่างเหมาะสม เช่น บทความรับเชิญ การทดแทนลิงก์เสีย หรือหน้าแหล่งข้อมูล
  • ลิงก์ที่มีค่าตอบแทน ต้องระบุ rel=”sponsored” ให้ชัดเจน มิฉะนั้นอาจขัดต่อนโยบายสแปมของ Google

ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติลิงก์ 4 แบบ

คุณสมบัติ ส่งค่าน้ำหนักของลิงก์? ใช้เมื่อไหร่ ตัวอย่างแหล่ง คุณค่า SEO
Dofollow (ค่าปกติ) ✅ เต็ม การอ้างอิงจากบทความและบทความรับเชิญคุณภาพ บทความข่าวและบล็อกเฉพาะอุตสาหกรรม สูงสุด
Nofollow 🟡 อาจใช้เป็นข้อมูลประกอบ เนื้อหาจากผู้ใช้และลิงก์ภายนอกที่ยังไม่ยืนยัน Wikipedia และสังคมออนไลน์บางแพลตฟอร์ม มีประโยชน์ทางอ้อม
Sponsored ❌ ลิงก์มีค่าตอบแทน พันธมิตร หรือโฆษณา บทความสนับสนุนและข่าวประชาสัมพันธ์แบบเสียเงิน เพื่อปฏิบัติตามข้อกำหนด
UGC ❌ ความคิดเห็น กระดานสนทนา และรีวิว Pantip, Reddit และช่องความคิดเห็น ต่ำมาก

7 เกณฑ์คุณภาพของการทำ Backlink ที่ดี

การทำ Backlink ที่ดี ลิงก์คุณภาพ ไม่ได้หมายถึงลิงก์จากเว็บไซต์ที่มีค่าคะแนนสูง ๆ เพียงอย่างเดียวเท่านั้น 7 ข้อต่อไปนี้ จะช่วยในการประเมิณลิงก์ที่ดีทั้งความเกี่ยวข้อง ความน่าเชื่อถือ บริบท ตำแหน่ง และความเป็นธรรมชาติของลิงก์ได้

1. ความเกี่ยวข้องของเนื้อหา

ลิงก์จากเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกันเรา มักจะช่วยให้ Google เข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างหน้าเว็บไซต์ต้นทางกับปลายทางได้ชัดเจนกว่า ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์การตลาดที่อ้างอิงงานวิจัยเรื่องพฤติกรรมของผู้บริโภคย่อมสอดคล้องกันมากกว่าเว็บไซต์ที่ไม่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องเลย ดังนั้นแล้ว ความเกี่ยวข้องจึงควรพิจารณาทั้งหัวข้อของเว็บไซต์ กัวข้อของหน้า และข้อความเนื้อหาโดยรอบของลิงก์นั้น ๆ ด้วย

2. ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ต้นทาง

Ahrefs ใช้ค่า Domain Rating (DR) และ Moz ใช้ค่า Domain Authority (DA) โดยให้คะแนนตั้งแต่ 0 ถึง 100 แนวทางเบื้องต้นที่ทีมเราใช้มีดังนี้

  • DR 30–49 ระดับพอใช้ เหมาะกับเว็บไซต์ใหม่
  • DR 50–69 ระดับดี ควรตั้งเป้าลิงก์คุณภาพในช่วงนี้เป็นหลัก
  • DR 70 ขึ้นไป ระดับสูงและได้ยาก ต้องมีเนื้อหาหรือข้อมูลที่น่าสนใจพอให้สื่อนำไปอ้างอิง

อย่างไรก็ตาม DR และ DA เป็นเพียงค่าประเมินจากเครื่องมือ ไม่ควรใช้แทนการตรวจความเกี่ยวข้องและผู้เข้าชมจริงของเว็บไซต์ต้นทาง

3. ผู้เข้าชมจริงของเว็บไซต์ต้นทาง

เว็บไซต์ที่มีค่า DR สูง แต่แทบไม่มีผู้เข้าชมจากการค้นหา อาจไม่ใช่แหล่งลิงก์ที่ดีอย่างที่คะแนนภายนอกแสดงไว้ ซึ่งลิงก์ที่มีคนคลิกใช้งานจริงจะสะท้อนว่าเนื้อหาต้นทางมีผู้ชมและลิงก์นั้นมีประโยชน์มากกว่า ฉะนั้นแล้ว เวลาตรวจด้วย Ahrefs หรือ Semrush ให้ดูจำนวนผู้เข้าชมโดยประมาณของหน้าที่ให้ลิงก์ ไม่ใช่ดูเฉพาะคะแนนรวมของทั้งเว็บไซต์

4. ข้อความลิงก์ต้องเป็นธรรมชาติและหลากหลาย

สัดส่วนข้อความลิงก์จะช่วยทำให้ Google สามารถประเมินได้ว่าการสร้างลิงก์นั้นมีความเป็นธรรมชาติ หรือถูกควบคุมมากเกินไปหรือไม่ โดยแนวทางเบื้องต้นที่ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง มีดังนี้

  • คีย์เวิร์ดตรงตัว ไม่เกิน 10%
  • ชื่อแบรนด์หรือชื่อบริษัท ประมาณ 30–40%
  • URL ตรง ประมาณ 15–25%
  • คำทั่วไป เช่น “คลิกที่นี่” หรือ “อ่านต่อ” ประมาณ 10–20%
  • ข้อความอธิบายแบบยาว ใช้ในสัดส่วนที่เหลือ

หากเว็บไซต์ที่เกิดใหม่เลือกใช้คีย์เวิร์ดตรงตัวเป็นข้อความลิงก์มากเกินไป รูปแบบอาจดูผิดธรรมชาติและเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูก Google ประเมินเป็นสแปมได้ ดังนั้นแล้ว ตัวเลขเหล่านี้จึงไม่ใช่กฎตายตัว จึงควรเทียบกับรูปแบบลิงก์ของเว็บไซต์ในอุตสาหกรรมเดียวกันด้วย

5. ลิงก์ควรอยู่ในเนื้อหาหลักของบทความ

ลิงก์ที่อยู่ในเนื้อหาหน้าหลักของบทความ มักมีความหมายมากกว่าลิงก์ที่วางซ้ำในส่วนท้าย แถบด้านข้าง หรือประวัติผู้เขียน เพราะผู้อ่านจะสามารถมองเห็นได้ว่าลิงก์นั้นช่วยขยายความประเด็นใด ดังนั้นแล้ว จึงควรวางลิงก์ใกล้ข้อความที่เกี่ยวข้อง ใช้คำลิงก์ที่บอกถึงปลายทางอย่างตรงไปตรงมา และเลือกหน้าปลายทางที่ตอบคำถามต่อจากเนื้อหาต้นทางได้จริง

6. ตำแหน่งของลิงก์ในหน้า

ลิงก์ที่ถูกวางอยู่ในช่วงต้นของเนื้อหาและอยู่ใกล้ข้อความที่เกี่ยวข้อง มักเห็นง่ายและมีโอกาสถูกคลิกมากกว่าลิงก์ท้ายบทความ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรฝืนย้ายลิงก์ขึ้นด้านบนเพราะจะทำให้เนื้อหาเกิดการอ่านไม่ต่อเนื่อง ตำแหน่งที่ดีควรช่วยให้ผู้อ่านไปต่อได้ในจังหวะที่เหมาะสม

7. ควรมีทั้งลิงก์ Dofollow และ Nofollow

เว็บไซต์จริงมักมีทั้งลิงก์ Dofollow และ Nofollow จากหลายแหล่ง เช่น เว็บไซต์ข่าว สังคมออนไลน์ กระดานสนทนา และ Wikipedia หากลิงก์ทั้งหมดเป็น Dofollow และมีรูปแบบคล้ายกันมากเกินไปและอาจดูไม่เป็นธรรมชาติ ดังนั้นแล้ว จึงไม่ควรกำหนดสัดส่วนที่ตายตัว โดยสิ่งสำคัญกว่าก็คือที่มาของลิงก์ซึ่งต้องมีความเกี่ยวข้อง มีประโยชน์ และเกิดจากการอ้างอิงจริง

การสร้างลิงก์ต่างจากการทำ Backlink อย่างไร

การทำ Backlink (BL) คือลิงก์ที่เว็บไซต์อื่น ๆ ทำการเชื่อมมายังเว็บไซต์ของเรา ส่วนการสร้างลิงก์นั้น คือกระบวนการวางแผนเพื่อให้ได้ลิงก์ที่เกี่ยวข้องและมีคุณภาพ โดยทั้งสองเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ควรใช้แทนกันทั้งหมด

  • BL คือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ลิงก์หนึ่งรายการอาจเกิดจากการอ้างอิงตามธรรมชาติ ความร่วมมือ การเขียนบทความรับเชิญ หรือกิจกรรมประชาสัมพันธ์ สิ่งสำคัญคือดูบริบทและคุณภาพ ไม่ใช่จำนวนอย่างเดียว
  • การสร้างลิงก์เริ่มจากเลือกหน้าที่ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือ หาเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง สร้างเหตุผลให้น่าอ้างอิง ติดต่ออย่างเหมาะสม และติดตามผลโดยไม่ใช้วิธีสแปม
  • เป้าหมายคือคุณค่าและความเกี่ยวข้อง โดยลิงก์ที่ดีควรมีประโยชน์ต่อผู้อ่าน มาจากหน้าที่เกี่ยวข้อง และช่วยให้ค้นพบข้อมูลต่อไปได้ ฉะนั้นแล้ว จึงไม่ควรสร้างเพียงเพื่อปรับตัวเลขในเครื่องมือ SEO เท่านั้น

 

วิธีสร้าง Backlink การทำลิงก์คุณภาพในสายตา Google

12 วิธีสร้างลิงก์คุณภาพสำหรับธุรกิจไทย

ก่อนทำการเลือกวิธีสร้าง Backlink นั้น ควรทำการเปรียบเทียบเวลา ค่าใช้จ่าย และระดับความน่าเชื่อถือที่คาดหวัง เพราะสิ่งสำคัญของทุกวิธีนั้นคือ การให้ความสำคัญกับลิงก์ที่มีคุณภาพและช่วยในด้านการทำ SEO ซึ่งไม่ใช่เพียงการเก็บจำนวนเพิ่มไปเรื่อย ๆ

1. การสร้างเนื้อหาที่คนอยากอ้างอิง

เนื้อหาที่น่าอ้างอิงคือเนื้อหาที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้อื่นอยากนำไปใช้เป็นแหล่งข้อมูล ตัวอย่างที่เหมาะกับตลาดไทย ได้แก่

  • งานสำรวจหรือสถิติใหม่ที่ยังไม่มีผู้รวบรวมไว้อย่างชัดเจน
  • เครื่องมือฟรีที่ช่วยคำนวณหรือตรวจสอบเรื่องสำคัญของผู้ใช้
  • บทความเชิงลึกที่อธิบายหัวข้อหนึ่งได้ครบและมีหลักฐานอ้างอิง

สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการทำเนื้อหาให้ยาวที่สุด แต่ต้องมีข้อมูลหรือประโยชน์บางอย่างที่หน้าอื่นยังให้ไม่ได้

2. การเขียนบทความรับเชิญที่มีคุณภาพ

บทความรับเชิญยังใช้สร้างลิงก์ได้ แต่เนื้อหาจะต้องมีคุณภาพใกล้เคียงกับบทความที่สื่อนั้นเผยแพร่ตามปกติด้วย ไม่ใช่บทความสั้นที่เขียนขึ้นเพื่อใส่ลิงก์เท่านั้น

วิธีหาโอกาสเผยแพร่

  • ค้นหาเว็บไซต์ในอุตสาหกรรมที่เปิดรับบทความจากผู้เชี่ยวชาญ
  • ตรวจลิงก์ของคู่แข่งใน Ahrefs เพื่อดูว่าสื่อใดเคยรับบทความจากภายนอก
  • ติดตามแผนเนื้อหาของสื่อไทยที่เปิดรับผู้เขียนรับเชิญ

ข้อเสนอที่ดีควรเป็นหัวข้อที่สื่อยังไม่เคยนำเสนอ มีมุมมองชัดเจน และมีข้อมูลของเราเองสนับสนุน

3. การค้นหาและทดแทนลิงก์เสีย

วิธีนี้จะเริ่มจากการค้นหาลิงก์ที่เปิดไม่ได้ในเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง แล้วทำการติดต่อเจ้าของเว็บไซต์เพื่อแจ้งปัญหา พร้อมเสนอเนื้อหาของเราเพื่อเป็นตัวเลือกทดแทน หากเนื้อหาตรงกับเรื่องเดิมจริง โดยสามารถใช้ Ahrefs Broken Link Checker หรือ Screaming Frog ช่วยในการค้นหา แล้วเปิดตรวจแต่ละลิงก์อีกครั้งก่อนทำการติดต่อได้ โดยข้อความที่ใช้ในการติดต่อควรสั้น ระบุหน้าที่พบปัญหา และลิงก์ที่เสียให้ชัดเจน แล้วทำการเสนอหน้าทดแทนเพียงหนึ่งหน้า และอธิบายว่าหน้านั้นจะช่วยผู้อ่านได้อย่างไร

4. การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อดิจิทัล

การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อดิจิทัลเหมาะกับเรื่องที่มีคุณค่าต่อสาธารณะ เช่น ผลสำรวจ ข้อมูลแนวโน้ม กรณีศึกษา หรือมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ เมื่อสื่อมีการนำข้อมูลไปเขียนและอ้างอิงแหล่งที่มา เว็บไซต์จะได้รับทั้งการรับรู้และลิงก์ ฉะนั้นแล้ว ก่อนทำการติดต่อสื่อจึงควรเตรียมประเด็นให้ชัด มีตัวเลขหรือหลักฐานตรวจสอบได้ และเลือกส่งให้ผู้เขียนที่ดูแลหัวข้อนั้นจริง

5. การให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ผู้สื่อข่าว

หากต้องการให้สื่อหรือผู้เขียนบทความทำการอ้างอิงข้อมูลของเรา ควรติดตามคำถามจากนักข่าวและคนทำเนื้อหาใน LinkedIn กลุ่ม Facebook หรือชุมชนเฉพาะอุตสาหกรรมนั้น ๆ แล้วตอบคำถามด้วยข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ภายในเวลาที่เขาต้องการ ซึ่งการวางตัวเป็นแหล่งข้อมูลที่ช่วยให้งานเขียนเกิดความสมบูรณ์ขึ้นนั้น ไม่ใช่เป็นเพียงการส่งข้อความประชาสัมพันธ์เพื่อขายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังทำให้เรามีความน่าเชื่อถือในสายตาของสื่ออีกด้วย

6. เปลี่ยนการกล่าวถึงแบรนด์ให้เป็นลิงก์

การค้นหาชื่อแบรนด์ ชื่อสินค้า หรือชื่อผู้บริหารใน Google และเครื่องมือติดตามการกล่าวถึงนั้น หากพบเว็บไซต์ที่มีการเขียนถึงเราแต่ยังไม่ได้ใส่ลิงก์ส่งมาที่เว็บของเรา สามารถทำการติดต่อเพื่อขอให้เพิ่มลิงก์ไปยังหน้าที่เกี่ยวข้องได้ โดยข้อความติดต่อควรขอบคุณที่กล่าวถึง อธิบายว่าหากทำลิงก์ส่งมาที่เว็บไซต์ของเรานั้น จะช่วยให้ผู้อ่านทำการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้อย่างไร และไม่กดดันให้เจ้าของเว็บไซต์ต้องทำการแก้ไข

7. การสร้างเนื้อหาที่ดีกว่าหน้าอันดับสูง

แนวทางนี้เป็นที่รู้จักจาก Brian Dean โดยมีหลักการคือ การค้นหาหน้าที่ติดอันดับและได้รับลิงก์อ้างอิงจำนวนมาก แล้วสร้างเนื้อหาของเราให้มีประโยชน์กว่าในจุดที่สามารถวัดได้ ดังนี้

  1. ศึกษาว่าหน้าเดิมตอบคำถามอะไรและยังขาดเรื่องใด
  2. ปรับข้อมูลให้ใหม่ เพิ่มตัวอย่าง หลักฐาน หรือคำอธิบายที่ช่วยผู้อ่านได้จริง
  3. ติดต่อเว็บไซต์ที่อ้างอิงหน้าเดิม และเสนอเนื้อหาใหม่เป็นอีกทางเลือก

การเขียนให้ยาวกว่าอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอต่อการสร้างเนื้อหาที่ดีได้ โดยเนื้อหาที่ดีนั้นจะต้องมีความชัดเจนกว่า ถูกต้องกว่า หรือใช้งานได้ดีกว่าจริง

8. การลงข้อมูลในไดเรกทอรีเฉพาะอุตสาหกรรม

ควรหลีกเลี่ยงไดเรกทอรีทั่วไปที่รับทุกเว็บไซต์โดยไม่มีการตรวจสอบ และเลือกแหล่งที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจจริง เช่น

  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD)
  • สภาหอการค้าไทยหรือหอการค้าจังหวัด
  • สมาคมวิชาชีพและสมาคมอุตสาหกรรมที่บริษัทเป็นสมาชิก

ข้อมูลชื่อบริษัท ที่อยู่ โทรศัพท์ และเว็บไซต์ ควรตรงกันทุกแห่งและควรสร้างหน้าแนะนำองค์กรให้ครบถ้วน ไม่ใช่สมัครเพียงเพื่อทิ้งลิงก์ไว้เท่านั้น

9. การให้สัมภาษณ์ผ่านพอดแคสต์หรือสื่อต่าง ๆ

รายการอย่าง Mission To The Moon, The Secret Sauce และ Perspective Podcast มักมีหน้าสรุปตอนพร้อมลิงก์ไปยังเว็บไซต์ของผู้ให้สัมภาษณ์ นอกจากจะทำให้ได้ลิงก์แล้ว ยังช่วยส่งผู้ฟังที่สนใจในหัวข้อนั้น ๆ เข้ามายังเว็บไซต์อีกด้วย ฉะนั้นแล้ว เวลานำเสนอหัวข้อใดก็ตาม จึงควรเลือกเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ฟังของรายการ มีประสบการณ์หรือข้อมูลสนับสนุน และไม่เน้นประชาสัมพันธ์ตัวเองมากเกินไป

10. การเสนอเนื้อหาให้หน้าแหล่งข้อมูล

มหาวิทยาลัย สมาคม และเว็บไซต์เฉพาะทางบางแห่ง มีหน้าแหล่งข้อมูลที่รวบรวมบทความหรือเครื่องมือสำหรับผู้อ่าน หากเรามีเนื้อหาที่ตรงหัวข้อและยังไม่มีอยู่ในรายการ สามารถติดต่อเพื่อเสนอให้ผู้ดูแลพิจารณาเพิ่มได้ โดยการใช้ Google ช่วยในการค้นหา เช่น site:.ac.th “แหล่งข้อมูล” [หัวข้อ] หรือ inurl:resources [หัวข้อ] แล้วทำการตรวจว่าแต่ละหน้านั้น ยังมีผู้ดูแลและอัปเดตอยู่จริงหรือไม่

11. การให้คำรับรองเครื่องมือที่ใช้งานจริง

หากทีมงานใช้เครื่องมืออย่าง Ahrefs, HubSpot, ClickUp หรือ Figma เป็นประจำ ลองเสนอคำรับรองหรือกรณีศึกษาสั้น ๆ จากประสบการณ์จริง ซึ่งผู้ให้บริการบางรายจะเผยแพร่คำรับรองพร้อมชื่อบริษัทและลิงก์กลับมายังเว็บไซต์ ดังนั้นแล้ว จึงควรให้ข้อมูลที่ตรวจสอบได้ อธิบายผลลัพธ์อย่างตรงไปตรงมา และไม่เขียนคำรับรองให้เครื่องมือที่ไม่เคยใช้งานจริง

12. สร้างการรับรู้ผ่านสังคมออนไลน์

ลิงก์จาก X, LinkedIn หรือ Facebook อาจไม่ได้ช่วยในการทำอันดับโดยตรง แต่ช่วยให้เนื้อหาเข้าถึงคนในวงการมากขึ้น เมื่อมีคนเห็นและนำไปอ้างอิงต่อ ก็อาจเกิดลิงก์ที่มีคุณภาพในภายหลังได้ ฉะนั้นแล้ว จึงควรทำการเผยแพร่เนื้อหาที่ให้ข้อมูลหรือมุมมองใหม่ ๆ มากกว่าการโพสต์เพื่อขายบริการหรือสินค้าเพียงอย่างเดียว

#วิธีเวลาต่อลิงก์ค่าใช้จ่ายDR ที่ได้ทั่วไป
1เนื้อหาที่น่าอ้างอิง8-40 ชม. (ทำครั้งเดียวและมีโอกาสได้หลายลิงก์)ต้นทุนการทำเนื้อหา30-70
2บทความรับเชิญคุณภาพ4-8 ชม.ต้นทุนการทำเนื้อหา30-60
3ทดแทนลิงก์เสีย2-4 ชม.ค่าเครื่องมือและเวลา20-50
4ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อไทย6-12 ชม.5,000-30,000 บาท40-70
5ให้ข้อมูลแก่ผู้สื่อข่าว2-6 ชม.เวลา40-80
6การกล่าวถึงแบรนด์ที่ยังไม่มีลิงก์1-2 ชม.เครื่องมือแจ้งเตือนขึ้นอยู่กับการกล่าวถึง
7ปรับปรุงเนื้อหาให้ดีกว่าคู่แข่ง12-24 ชม.ต้นทุนการทำเนื้อหา30-60
8ไดเรกทอรีเฉพาะอุตสาหกรรม ไทย30 นาที – 2 ชม.ฟรี – 3,000 บาท20-50
9พอดแคสต์หรือบทสัมภาษณ์3-8 ชม.เวลา20-50
10หน้าแหล่งข้อมูล2-4 ชม.เวลา30-60
11Tool Testimonial30 นาทีฟรี40-80
12Social + Brand Buildingต่อเนื่องต่อเนื่องIndirect

การทำ Backlink ฟรี 10 แหล่งของไทยที่ใช้ได้จริง 2026

หลายคนที่ได้ยินเรื่องการทำ Backlink ฟรี แล้วนึกถึงเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่รวบรวมรายชื่อคุณภาพเว็บต่ำที่รับทุกเว็บนั้น ผลลัพธ์คือได้ลิงก์ก็จริงแต่ Google อาจไม่นับให้ (หรือแย่ไปกว่านั้น อาจประเมิณว่าเป็นการสแปมลิงก์ก็ได้) แหล่งที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายและมีคุณภาพมีอยู่ เพียงแต่ต้องทำการพิจารณาให้รอบคอบก่อน โดยด้านล่างนี้เป็น 10 แหล่งลิงก์ที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและคุ้มกับเวลาในการทำ

#แหล่งประเภทเวลาเริ่มต้นคุณภาพ
1โปรไฟล์ธุรกิจบน Googleข้อมูลธุรกิจท้องถิ่น30 นาที⭐⭐⭐⭐⭐
2DBD.go.thฐานข้อมูลหน่วยงานรัฐ1 ชม.⭐⭐⭐⭐⭐
3Wikipedia (เมื่อองค์กรมีความโดดเด่นและมีแหล่งอ้างอิงเพียงพอ)การอ้างอิงจากบทความใช้เวลาหลายชั่วโมงและต้องมีแหล่งอ้างอิงเพียงพอ⭐⭐⭐⭐⭐
4LinkedIn Company Page + Articlesสังคมออนไลน์และเนื้อหา30 นาที⭐⭐⭐⭐
5สภา/สมาคมอุตสาหกรรมเฉพาะทางธุรกิจท้องถิ่น1-2 ชม.⭐⭐⭐⭐
6GitHub (สำหรับเว็บ tech/dev)ชุมชนออนไลน์ต่อเนื่อง⭐⭐⭐⭐
7Pantip (ผ่าน content, ห้ามสแปม)กระดานสนทนาและเนื้อหาจากผู้ใช้ต่อเนื่อง⭐⭐⭐
8Blockditแพลตฟอร์มเนื้อหาต่อเนื่อง⭐⭐⭐
9Medium (nofollow, แต่ใช้ประโยชน์ได้)แพลตฟอร์มเนื้อหา30 นาที⭐⭐⭐
10Yellowpages.co.thBusiness directory30 นาที⭐⭐⭐

ที่ห้ามยุ่ง

  • Free directory ที่รับทุกเว็บโดยไม่ตรวจสอบ (เจอง่ายๆ ในหน้าแรก Google เมื่อ search “free directory submission”)
  • Backlink exchange scheme (“ฉันลิงก์เธอ เธอลิงก์ฉัน” แบบเป็นระบบ)
  • Comment spam ตามบล็อก
  • PBN (Private Blog Network) ที่ขายลิงก์แบบ package

Google ปล่อยอัปเดต Link Spam ปี 2021 (SpamBrain ML-based) ที่ neutralize ลิงก์ประเภทนี้ทั้งหมดไม่ได้ค่า แต่ถ้าจำนวนมากพอจะเป็น manual penalty แทน ถ้าไม่มีเวลาทำเองหรือทำมาแล้วยังไม่ scale เท่าที่ควร ทีมของเรามีบริการรับจ้างทำ SEO ซึ่งสามารถช่วยคุณได้ผ่าน โดยเป็นบริการวางกลยุทธ์ Link Building ของบริษัทรับทําการตลาดออนไลน์ ScaleUpThai ที่จะวางแผนตาม industry เฉพาะ ไม่ใช่ template สำเร็จรูป

6 ประเภทของการทำ Backlink อันตรายที่ต้องหลีกเลี่ยง

6 สัญญาณเตือนลิงก์อันตรายที่อาจทำให้เว็บไซต์มีปัญหา

การรู้ว่าการทำ Backlink แบบใดควรหลีกเลี่ยงถือเป็นสิ่งสำคัญพอ ๆ กับการรู้วิธีสร้างลิงก์ ต่อไปนี้คือรูปแบบที่อาจำถูกมองว่าเป็นการสร้างลิงก์เพื่อควบคุมอันดับและไม่ควรนำมาใช้กับเว็บไซต์

1. เครือข่ายเว็บไซต์ที่สร้างเพื่อส่งลิงก์ (Link Farm และ PBN)

Link Farm คือกลุ่มเว็บไซต์ที่สร้างขึ้นเพื่อแลกลิงก์ หรือส่งลิงก์หากันเป็นหลัก โดยส่วนของ PBN คือเครือข่ายเว็บไซต์ที่ผู้ควบคุมรายเดียวสร้างขึ้นจากโดเมนเก่า เพื่อทำการส่งลิงก์ไปยังเว็บไซต์เป้าหมาย โดยสัญญาณที่ควรระวังคือหลายเว็บไซต์ใช้รูปแบบคล้ายกัน เนื้อหาทั่วไปไม่มีผู้รับผิดชอบชัดเจน อัปเดตเพียงเพื่อแทรกลิงก์ และลิงก์ออกไปยังกลุ่มเว็บไซต์เดิมซ้ำ ๆ

2. ซื้อลิงก์จำนวนมากในครั้งเดียว

ข้อเสนอประเภท “1,000 Backlink ในราคา 10 ดอลลาร์” มักได้ลิงก์จากเว็บไซต์คุณภาพต่ำ หรือเครือข่ายสแปม Google ซึ่งอาจไม่นับลิงก์เหล่านี้ และในกรณีรุนแรงเว็บไซต์อาจได้รับการดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ ฉะนั้นแล้ว หากมีการจ่ายค่าตอบแทนเพื่อเผยแพร่ลิงก์ จึงควรระบุ rel=”sponsored” ให้ถูกต้อง และพิจารณาคุณค่าด้านการเข้าถึงผู้ชมมากกว่าหวังผลเพื่อควบคุมอันดับ

3. สแปมความคิดเห็นตามเว็บไซต์

การแสดงความคิดเห็นตามบล็อกเพียงเพื่อทิ้งลิงก์กลับ ไม่ได้ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ และอาจทำให้แบรนด์ดูเป็นสแปม โดยในปัจจุบัน หลายระบบกำหนดลิงก์ในความคิดเห็นเป็น rel=”ugc” หรือ rel=”nofollow” แบบอัตโนมัติ ฉะนั้นแล้ว จึงควรแสดงความคิดเห็นเมื่อมีข้อมูลที่ช่วยการสนทนาจริง และไม่ควรใส่ลิงก์หากไม่จำเป็นต่อคำตอบ

4. ลิงก์จากเว็บไซต์ที่ไม่เกี่ยวข้อง

ลิงก์จากเว็บไซต์การพนัน เนื้อหาผู้ใหญ่ หรือเว็บไซต์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ อาจทำให้รูปแบบลิงก์ดูผิดธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ลิงก์สแปมจำนวนเล็กน้อยที่เกิดขึ้นเอง มักไม่ใช่เหตุให้ต้องตื่นตระหนก เพราะ Google สามารถเพิกเฉยต่อลิงก์หลายประเภทได้ แต่อย่างไรก็ควรติดตามการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะ และดำเนินการเมื่อพบรูปแบบผิดปกติชัดเจน หรือได้รับการแจ้งเตือนจาก Google Search Console

5. ลิงก์จากโดเมนที่มีประวัติน่าสงสัย

ไม่ควรตัดสินคุณภาพของลิงก์จากนามสกุลโดเมนเพียงอย่างเดียว แม้นามสกุลบางประเภทจะถูกนำไปใช้ทำเว็บไซต์สแปมบ่อย แต่ก็อาจมีเว็บไซต์ที่ใช้งานจริงอยู่เช่นกัน ดังนั้น ให้ทำการตรวจเนื้อหา ประวัติโดเมน ผู้เข้าชม ความเกี่ยวข้อง และรูปแบบลิงก์ออกจากเว็บไซต์นั้นร่วมกันก่อนตัดสินใจ

6. ลิงก์ซ่อนและข้อความลิงก์อำพราง

ลิงก์ซ่อนคือลิงก์ที่ผู้ใช้มองเห็นได้ยากหรือมองไม่เห็น เช่น ใช้สีเดียวกับพื้นหลัง กำหนดตัวอักษรเล็กผิดปกติ หรือแสดงข้อความต่อผู้ใช้ต่างจากที่แสดงต่อ Googlebot ดังนั้นแล้ว วิธีเหล่านี้จะขัดกับนโยบายสแปมของ Google และไม่ควรนำมาใช้ แม้จะทำให้ผู้ใช้ทั่วไปสังเกตไม่เห็นก็ตาม

รายการตรวจลิงก์เสี่ยง 10 ข้อ

ควรใช้เครื่องมือปฏิเสธลิงก์ของ Google เมื่อใด

Google Disavow Tool เป็นเครื่องมือสำหรับแจ้ง Google ว่าไม่ต้องการให้นับลิงก์บางรายการ ควรใช้เมื่อมีหลักฐานชัดเจน เช่น เว็บไซต์ได้รับการดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ หรือมีลิงก์สแปมจำนวนมากที่สร้างผลกระทบจริง และไม่ควรปฏิเสธลิงก์ล่วงหน้าเพียงเพราะเครื่องมือภายนอกให้คะแนนความเสี่ยงสูง เพราะ Google อาจเพิกเฉยต่อลิงก์เหล่านั้นอยู่แล้ว และการปฏิเสธลิงก์ผิดรายการอาจทำให้อันดับลดลงได้ ฉะนั้นแล้ว ก่อนใช้เครื่องมือนี้ ควรพยายามติดต่อเจ้าของเว็บไซต์เพื่อลบลิงก์ ตรวจที่มาของลิงก์ ข้อความลิงก์ และความเกี่ยวข้องของเว็บไซต์ต้นทางให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจ

เครื่องมือเช็คการทำ Backlink ฟรีและเสียเงิน

ก่อนเริ่มสร้างลิงก์ ควรตรวจสอบก่อนเริ่มการทำ Backlink ควรตรวจสอบรูปแบบลิงก์ปัจจุบันให้ชัดเจน ด้านล่างนี้เป็นตารางเปรียบเทียบเครื่องมือหลักที่ใช้จริงในตลาดไทย

เครื่องมือแพ็กเกจฟรีเด่นตรงไหนราคาต่อเดือน (2026)
Google Search Console✅ ใช้ความสามารถได้ครบข้อมูลจาก Google โดยตรงฟรี
Ahrefs🟡 เครื่องมือสำหรับเจ้าของเว็บไซต์แบบไม่เสียค่าใช้จ่ายวิเคราะห์คู่แข่งเชิงลึกและมีฐานข้อมูลลิงก์ขนาดใหญ่เริ่มที่ ~99 USD
Semrush🟡 จำกัดวิเคราะห์ SEO และผู้เข้าชมในที่เดียวเริ่มที่ ~139 USD
Moz Link Explorer🟡 10 ครั้งต่อวันตรวจค่า DA และประวัติลิงก์เริ่มที่ ~99 USD
Ubersuggest🟡 3 ครั้งต่อวันใช้งานง่ายและราคาไม่สูงเริ่มที่ ~12 USD

ขั้นตอนการตรวจสอบลิงก์สำหรับเว็บไซต์ใหม่

หากยังไม่พร้อมใช้เครื่องมือแบบเสียเงิน ให้เริ่มจาก 3 อย่างนี้

  1. Google Search Console เปิดรายงานลิงก์และบันทึกข้อมูลทุกสองสัปดาห์เพื่อดูการเปลี่ยนแปลง
  2. Ahrefs Webmaster Tools ใช้ตรวจเว็บไซต์ที่ลิงก์เข้ามาได้ฟรีสำหรับโดเมนที่ยืนยันความเป็นเจ้าของแล้ว
  3. Google Alerts ตั้งการแจ้งเตือนชื่อแบรนด์และคำสำคัญ เพื่อค้นหาการกล่าวถึงที่ยังไม่มีลิงก์กลับ

ข้อมูลจาก 3 แหล่งนี้ เพียงพอสำหรับติดตามภาพรวมในช่วงเริ่มต้น เมื่อปริมาณงานมากขึ้นจึงค่อยพิจารณาเครื่องมือแบบเสียเงิน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ลิงก์ SEO ต่างจากลิงก์ทั่วไปอย่างไร

ลิงก์ทุกตัวที่ชี้เข้ามาจะถูกนับเป็นลิงก์ทั้งหมด แต่ลิงก์ที่มีคุณภาพจึงจะมีคุณค่าในการทำ SEO ดังนั้นแล้วลิงก์จึงควรมาจากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง มีผู้ใช้งานจริง อยู่ในเนื้อหาที่เหมาะสม และไม่สร้างขึ้นเพื่อบิดเบือนอันดับโดยเฉพาะ

การทำลิงก์ฟรีสามารถทำได้ผ่านการสร้างเนื้อหาที่คนอยากอ้างอิง การลงทะเบียนองค์กรหรือสมาคมที่เกี่ยวข้อง การให้ข้อมูลกับสื่อ Guest Contribution และการขอลิงก์จาก Brand Mention แหล่งที่ดีต้องมีเหตุผลทางบรรณาธิการ ไม่ใช่ Directory ที่รับทุกเว็บไซต์

การทำลิงก์ไม่มีจำนวนที่ตายตัวเพราะขึ้นอยู่กับการแข่งขัน คุณภาพของเนื้อหา Technical SEO และ Authority ของคู่แข่ง จึงควรทำการวิเคราะห์หน้าเว็บไซต์ของคู่แข่งที่อยู่ในอันดับต้น ๆ ในกลุ่มคีย์เวิร์ดเดียวกัน แล้วนำมาวางแผนจาก Link Gap และคุณภาพของโดเมนแทนการตั้งเป้าเป็นจำนวนลิงก์รวม

การจ่ายเงินเพื่อให้ได้ลิงก์มานั้น ส่งผลต่ออันดับซึ่งจะขัดกับแนวทางของ Google และมีความเสี่ยง โดยเฉพาะหากได้ลิงก์จำนวนมากมาจากเครือข่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ถ้าหากเป็นลิงก์สปอนเซอร์หรือโฆษณา ควรระบุ rel=”sponsored” และพิจารณาประโยชน์ต่อผู้ใช้เป็นหลัก

ผลลัพธ์ของการสร้างลิงก์อาจเริ่มเห็นหลังจาก Google ค้นพบและทำการประมวลผลลิงก์แล้ว โดยจะเริ่มเห็นผลตั้งแต่หลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน แต่ก็ต้องทำการประเมิณร่วมกับการปรับปรุงเนื้อหาและโครงสร้างของเว็บไซต์ ฉะนั้นแล้ว จึงไม่ควรสรุปจากการทำลิงก์เพียงอย่างเดียวหรือในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ จนเกินไป

ไม่มีสัดส่วนมาตรฐานที่ใช้ได้กับทุกเว็บไซต์ ซึ่งการได้ลิงก์มาแบบเป็นธรรมชาติจะมีทั้ง Dofollow, Nofollow, Sponsored และ UGC ตามแหล่งที่มา ดังนั้นแล้ว จึงควรเน้นความเกี่ยวข้อง ความน่าเชื่อถือ และรูปแบบที่สมเหตุสมผลมากกว่าการพยายามควบคุมจำนวนเปอร์เซ็นต์

สรุป

บริการรับทำ Backlink ยังถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีหากเลือกใช้อย่างถูกวิธี เพราะลิงก์ยังถือเป็นข้อมูลสำคัญที่ Google ใช้ประกอบการจัดทำอันดับ และยิ่งมีความหมายมากขึ้นเมื่อระบบคำตอบเป็นการสรุปด้วย AI ของ Google ซึ่งต้องเลือกแหล่งข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือไปอ้างอิงในการแสดงผลให้กับผู้ใช้งาน

  • เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ ลิงก์ไม่กี่รายการจากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องและมีความน่าเชื่อถือ ดีกว่าลิงก์จำนวนมากแต่ได้มาจากแหล่งคุณภาพต่ำ
  • สร้างอย่างต่อเนื่อง การได้รับลิงก์อย่างสม่ำเสมอและมีความเป็นธรรมชาติ เหมาะสมกว่าเรเพิ่มลิงก์จำนวนมากในช่วงเวลาสั้น ๆ
  • เริ่มจากเนื้อหาที่มีคุณค่า ข้อมูลที่ช่วยตอบคำถาม แก้ปัญหา หรือมีหลักฐานสนับสนุน จะช่วยให้มีโอกาสถูกนำไปอ้างอิงมากกว่า

อ่านต่อในหัวข้อที่เกี่ยวข้อง

ตัวมาสคอต ScaleUpThai กำลังจัดทำ Sitemap เพื่อช่วยให้ Google พบหน้าสำคัญ

Blog

11 ก.ย. 2026

Sitemap คืออะไร ช่วยให้ Google พบหน้าสำคัญได้อย่างไร

มาสคอต ScaleUpThai นำเสนอหน้า Landing Page ที่มีเป้าหมายการตัดสินใจเพียงอย่างเดียว

Blog

8 ก.ย. 2026

Landing Page คืออะไร หน้าแบบไหนช่วยให้คนตัดสินใจง่ายขึ้น

มาสคอต ScaleUpThai กำลังประกอบเว็บไซต์ด้วย WordPress

Blog

4 ก.ย. 2026

WordPress คืออะไร เหมาะกับเว็บไซต์แบบไหน และมีข้อจำกัดอะไร

อยากนำเนื้อหาไปต่อยอดเป็นแผนการตลาด?

ทีม ScaleUpThai ช่วยเปลี่ยนโจทย์ SEO งานโฆษณา งานเนื้อหา และเว็บไซต์ให้เป็นลำดับงานที่ชัดเจนและวัดผลได้