เข้าใจการทำ Backlink คืออะไร มีกี่ประเภท เกณฑ์การวัดคุณภาพ วิธีสร้างลิงก์อย่างถูกต้อง และสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์อย่างปลอดภัย ซึ่งจากการศึกษาของ Ahrefs ในปี 2020 พบว่าเว็บไซต์ประมาณ 66.5% ไม่มีผู้เข้าชมจากผลการค้นหาเลย ปัจจัยหนึ่งคือไม่มีเว็บไซต์อื่นอ้างอิง หรือลิงก์เข้ามา ทำให้ Google มีข้อมูลสนับสนุนความน่าเชื่อถือน้อย
การทำ Backlink คืออะไร Google ประเมิณอย่างไร
การทำ Backlink คือ การทำลิงก์จากเว็บไซต์อื่น ๆ ที่ชี้มายังเว็บไซต์ของเรา โดย Google ใช้ลิงก์เป็นข้อมูลประกอบการประเมิณว่าเนื้อหาหน้าใดได้รับการยอมรับและควรแสดงต่อผู้ค้นหา โดยจำนวนลิงก์เพียงอย่างเดียวไม่พอ ต้องเป็นลิงก์จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง และอ้างอิงอย่างเป็นธรรมชาติ มีคุณค่ามากกว่าลิงก์จำนวนมากจากเว็บไซต์คุณภาพต่ำ
ลองคิดง่าย ๆ ว่า หากเว็บไซต์ A ใส่ลิงก์ไปยังเว็บไซต์ B ซึ่งลิงก์นั้นถือเป็นลิงก์ของเว็บไซต์ B ไม่ใช่ของเว็บไซต์ A ฉะนั้นแล้ว Google จะมองลิงก์ลักษณะนี้เป็นการอ้างอิงระหว่างเว็บไซต์ โดยลิงก์จะมีความหมายมากขึ้นก็ต่อเมื่อ เว็บไซต์ต้นทางมีความน่าเชื่อถือ เนื้อหาของทั้งสองหน้ามีความเกี่ยวข้องกัน และผู้เขียนใส่ลิงก์เพราะช่วยให้ผู้อ่านเกิดการค้นหาข้อมูลต่อได้อย่างง่าย ดังนั้นแล้ว จึงเป็นเป้าหมายไม่ใช่ทำเพื่อให้เว็บไซต์มีลิงก์มากที่สุด แต่ต้องได้รับการอ้างอิงจากหน้าที่เหมาะสมและมีผู้เข้าใช้งานจริง
ลิงก์ที่ช่วยในการทำอันดับมีความต่างจากลิงก์ทั่วไปอย่างไร
คำถามที่พบบ่อยคือ “ทุกลิงก์ที่เข้ามายังเว็บไซต์ ช่วย SEO หรือไม่” คำตอบคือไม่เสมอไป โดยลิงก์ที่จะช่วยในการดันอันดับนั้น ควรมาจากหน้าที่ Google เข้าถึงได้ มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกัน และอ้างอิงมายังหน้าปลายทางอย่างเป็นธรรมชาติ หากเป็นลิงก์ที่อยู่ในกลุ่มปิดหรือหน้าที่ Google ไม่สามารถเข้าถึงได้นั้น อาจส่งผลต่อผู้เข้ามาชมได้ แต่ไม่ได้ช่วยด้านการค้นหาโดยตรง ฉะนั้นแล้ว ทุกลิงก์ที่เข้ามายังเว็บไซต์ถือเป็นการทำ Backlink ทั้งหมด แต่ไม่ใช่ทุกลิงก์จะถูกมองว่าเป็นลิงก์ที่มีคุณค่าต่อการทำ SEO เท่ากัน
PageRank ทำงานอย่างไร
PackRank เป็นแนวคิดพื้นฐานของ Google ที่ใช้ประเมิณความสำคัญของหน้าเว็บไซต์จากลิงก์อ้างอิง หลักการคือหน้าที่ได้รับลิงก์จากแหล่งที่มีความน่าเชื่อถือ จะได้รับน้ำหนักบางส่วน และสามารถส่งต่อน้ำหนักนั้นไปยังหน้าที่มีการเชื่อมโยงได้
- ลิงก์จากหน้าเว็บที่มีความน่าเชื่อถือ มักมีน้ำหนักมากกว่า
- ลิงก์จากเนื้อหาที่เกี่ยวข้องจะช่วยให้ Google เข้าใจบริบทได้ดีขึ้น
- หน้าที่ใส่ลิงก์ออกจำนวนมากจะแบ่งน้ำหนักไปยังหลายปลายทาง
แม้ Google จะไม่เปิดเผยค่า PageRack ต่อสาธารณะแล้วก็ตาม แต่ลิงก์ยังเป็นหนึ่งในสัญญาณที่ระบบค้นหาใช้ในการประเมิณหน้าเว็บไซต์
ทำไมการทำ Backlink ยังมีความสำคัญต่อการทำอันดับ
หลังจาก Google เปิดใช้คำตอบสรุปด้วย AI มีการศึกษาจาก seoClarity และ BrightEdge พบว่าแหล่งข้อมูบที่ระบบเลือกอ้างอิงนั้น มักมีเครือข่ายลิงก์จากเว็บไซต์อื่นที่มีความแข็งแรงกว่าค่าเฉลี่ยของหน้าที่ติดอันดับต้น ๆ เหตุผลคือระบบยังต้องอาศัยข้อมูลที่มีแหล่งอื่นช่วยยืนยัน เนื้อหาที่ดีจึงควรได้รับการอ้างอิงจากเว็บไซต์ในวงการนั้น ๆ ด้วย ฉะนั้นแล้ว คำตอบสรุปด้วย AI ของ Google ยังต้องเลือกข้อมูลจากแหล่งที่มีความน่าเชื่อถือ การมีเว็บไซต์อื่นอ้างอิงถึงเนื้อหาของเรา จึงช่วยยืนยันว่าข้อมูลไม่ได้เป็นเพียงคำกล่าวอ้างจากเจ้าของเว็บไซต์ฝ่ายเดียว อย่างไรก็ตาม การทำ Backlink ไม่ได้รับการรับประกันว่าจะถูกนำไปแสดงในคำตอบอัตโนมัติ แต่เนื้อหายังต้องตอบคำถามชัดเจน ถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และมีหลักฐานที่ตรวจสอบได้
การทำ Backlink มีกี่ประเภท
การทำ Backlink แบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่ แบ่งตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ในโค้ด HTML และแบ่งตามวิธีที่เว็บไซต์ได้รับจากลิงก์นั้น ๆ มา
การแบ่งลิงก์ตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ในโค้ด
- Dofollow : เป็นสถานะปกติของลิงก์ หากไม่ได้มีการกำหนดคุณสมบัติอื่น ๆ Google จะสามารถติดตามลิงก์นั้นได้และใช้เป็นข้อมูลประกิบการประเมิณหน้าปลายทางได้
ตัวอย่างลิงก์ <a href=”/”>ScaleUpThai</a> นี่เป็นลิงก์ Dofollow เพราะไม่ได้ใส่ rel=”nofollow”, rel=”sponsored” หรือ rel=”ugc” - Nofollow : เป็นการกำหนดลิงก์จากเจ้าของเว็บไซต์เพื่อแจ้ง Google ว่าไม่ต้องการรับรองหน้าปลายทางผ่านลิงก์นี้ โดยในปัจจุบัน Google ใช้ค่านี้เป็นเพียงข้อมูลประกิบ ไม่ใช่คำสั่งตายตัว
ตัวอย่างลิงก์ <a href=”/” rel=”nofollow”>ScaleUpThai</a> นี่เป็นลิงก์ Nofollow ซึ่งยังมีประโยชน์ต่อการรับรู้แบรนด์และการส่งผู้เข้าชม แม้จะไม่ควรคาดหวังผลด้านการทำอันดับโดยตรงก็ตาม - ลิงก์ที่มีผู้สนับสนุนและลิงก์จากผู้ใช้ : เป็นลิงก์ที่กำหนดคุณสมบัติเพื่อบอกที่มาของลิงก์อย่างชัดเจนให้ Google ทราบ โดยมีดังนี้
rel=”sponsored” ใช้กับลิงก์ที่มีค่าตอบแทน เช่น โฆษณาและบทความสนับสนุน
rel=”ugc” ใช้กับลิงก์ที่ผู้ใช้สร้างขึ้น เช่น ความคิดเห็น กระดานสนทนา และรีวิว
การระบุให้ถูกต้องจะช่วยให้ Google เข้าใจความสัมพันธ์ของลิงก์ และลดความเสี่ยงจากการตีความว่าเป็นการสร้างลิงก์เพื่อควบคุมอันดับได้
แบ่งประเภทตามวิธีที่ได้รับลิงก์
- ลิงก์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ผู้อื่นเลือกอ้างถึงเราเพราะเนื้อหามีประโยชน์ ลิงก์ประเภทนี้ได้ยากแต่มีคุณค่าสูง
- ลิงก์ที่ได้จากการติดต่อ เราเสนอเนื้อหาหรือความร่วมมืออย่างเหมาะสม เช่น บทความรับเชิญ การทดแทนลิงก์เสีย หรือหน้าแหล่งข้อมูล
- ลิงก์ที่มีค่าตอบแทน ต้องระบุ rel=”sponsored” ให้ชัดเจน มิฉะนั้นอาจขัดต่อนโยบายสแปมของ Google
ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติลิงก์ 4 แบบ
| คุณสมบัติ | ส่งค่าน้ำหนักของลิงก์? | ใช้เมื่อไหร่ | ตัวอย่างแหล่ง | คุณค่า SEO |
| Dofollow (ค่าปกติ) | ✅ เต็ม | การอ้างอิงจากบทความและบทความรับเชิญคุณภาพ | บทความข่าวและบล็อกเฉพาะอุตสาหกรรม | สูงสุด |
| Nofollow | 🟡 อาจใช้เป็นข้อมูลประกอบ | เนื้อหาจากผู้ใช้และลิงก์ภายนอกที่ยังไม่ยืนยัน | Wikipedia และสังคมออนไลน์บางแพลตฟอร์ม | มีประโยชน์ทางอ้อม |
| Sponsored | ❌ | ลิงก์มีค่าตอบแทน พันธมิตร หรือโฆษณา | บทความสนับสนุนและข่าวประชาสัมพันธ์แบบเสียเงิน | เพื่อปฏิบัติตามข้อกำหนด |
| UGC | ❌ | ความคิดเห็น กระดานสนทนา และรีวิว | Pantip, Reddit และช่องความคิดเห็น | ต่ำมาก |
7 เกณฑ์คุณภาพของการทำ Backlink ที่ดี
การทำ Backlink ที่ดี ลิงก์คุณภาพ ไม่ได้หมายถึงลิงก์จากเว็บไซต์ที่มีค่าคะแนนสูง ๆ เพียงอย่างเดียวเท่านั้น 7 ข้อต่อไปนี้ จะช่วยในการประเมิณลิงก์ที่ดีทั้งความเกี่ยวข้อง ความน่าเชื่อถือ บริบท ตำแหน่ง และความเป็นธรรมชาติของลิงก์ได้
1. ความเกี่ยวข้องของเนื้อหา
ลิงก์จากเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกันเรา มักจะช่วยให้ Google เข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างหน้าเว็บไซต์ต้นทางกับปลายทางได้ชัดเจนกว่า ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์การตลาดที่อ้างอิงงานวิจัยเรื่องพฤติกรรมของผู้บริโภคย่อมสอดคล้องกันมากกว่าเว็บไซต์ที่ไม่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องเลย ดังนั้นแล้ว ความเกี่ยวข้องจึงควรพิจารณาทั้งหัวข้อของเว็บไซต์ กัวข้อของหน้า และข้อความเนื้อหาโดยรอบของลิงก์นั้น ๆ ด้วย
2. ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ต้นทาง
Ahrefs ใช้ค่า Domain Rating (DR) และ Moz ใช้ค่า Domain Authority (DA) โดยให้คะแนนตั้งแต่ 0 ถึง 100 แนวทางเบื้องต้นที่ทีมเราใช้มีดังนี้
- DR 30–49 ระดับพอใช้ เหมาะกับเว็บไซต์ใหม่
- DR 50–69 ระดับดี ควรตั้งเป้าลิงก์คุณภาพในช่วงนี้เป็นหลัก
- DR 70 ขึ้นไป ระดับสูงและได้ยาก ต้องมีเนื้อหาหรือข้อมูลที่น่าสนใจพอให้สื่อนำไปอ้างอิง
อย่างไรก็ตาม DR และ DA เป็นเพียงค่าประเมินจากเครื่องมือ ไม่ควรใช้แทนการตรวจความเกี่ยวข้องและผู้เข้าชมจริงของเว็บไซต์ต้นทาง
3. ผู้เข้าชมจริงของเว็บไซต์ต้นทาง
เว็บไซต์ที่มีค่า DR สูง แต่แทบไม่มีผู้เข้าชมจากการค้นหา อาจไม่ใช่แหล่งลิงก์ที่ดีอย่างที่คะแนนภายนอกแสดงไว้ ซึ่งลิงก์ที่มีคนคลิกใช้งานจริงจะสะท้อนว่าเนื้อหาต้นทางมีผู้ชมและลิงก์นั้นมีประโยชน์มากกว่า ฉะนั้นแล้ว เวลาตรวจด้วย Ahrefs หรือ Semrush ให้ดูจำนวนผู้เข้าชมโดยประมาณของหน้าที่ให้ลิงก์ ไม่ใช่ดูเฉพาะคะแนนรวมของทั้งเว็บไซต์
4. ข้อความลิงก์ต้องเป็นธรรมชาติและหลากหลาย
สัดส่วนข้อความลิงก์จะช่วยทำให้ Google สามารถประเมินได้ว่าการสร้างลิงก์นั้นมีความเป็นธรรมชาติ หรือถูกควบคุมมากเกินไปหรือไม่ โดยแนวทางเบื้องต้นที่ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง มีดังนี้
- คีย์เวิร์ดตรงตัว ไม่เกิน 10%
- ชื่อแบรนด์หรือชื่อบริษัท ประมาณ 30–40%
- URL ตรง ประมาณ 15–25%
- คำทั่วไป เช่น “คลิกที่นี่” หรือ “อ่านต่อ” ประมาณ 10–20%
- ข้อความอธิบายแบบยาว ใช้ในสัดส่วนที่เหลือ
หากเว็บไซต์ที่เกิดใหม่เลือกใช้คีย์เวิร์ดตรงตัวเป็นข้อความลิงก์มากเกินไป รูปแบบอาจดูผิดธรรมชาติและเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูก Google ประเมินเป็นสแปมได้ ดังนั้นแล้ว ตัวเลขเหล่านี้จึงไม่ใช่กฎตายตัว จึงควรเทียบกับรูปแบบลิงก์ของเว็บไซต์ในอุตสาหกรรมเดียวกันด้วย
5. ลิงก์ควรอยู่ในเนื้อหาหลักของบทความ
ลิงก์ที่อยู่ในเนื้อหาหน้าหลักของบทความ มักมีความหมายมากกว่าลิงก์ที่วางซ้ำในส่วนท้าย แถบด้านข้าง หรือประวัติผู้เขียน เพราะผู้อ่านจะสามารถมองเห็นได้ว่าลิงก์นั้นช่วยขยายความประเด็นใด ดังนั้นแล้ว จึงควรวางลิงก์ใกล้ข้อความที่เกี่ยวข้อง ใช้คำลิงก์ที่บอกถึงปลายทางอย่างตรงไปตรงมา และเลือกหน้าปลายทางที่ตอบคำถามต่อจากเนื้อหาต้นทางได้จริง
6. ตำแหน่งของลิงก์ในหน้า
ลิงก์ที่ถูกวางอยู่ในช่วงต้นของเนื้อหาและอยู่ใกล้ข้อความที่เกี่ยวข้อง มักเห็นง่ายและมีโอกาสถูกคลิกมากกว่าลิงก์ท้ายบทความ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรฝืนย้ายลิงก์ขึ้นด้านบนเพราะจะทำให้เนื้อหาเกิดการอ่านไม่ต่อเนื่อง ตำแหน่งที่ดีควรช่วยให้ผู้อ่านไปต่อได้ในจังหวะที่เหมาะสม
7. ควรมีทั้งลิงก์ Dofollow และ Nofollow
เว็บไซต์จริงมักมีทั้งลิงก์ Dofollow และ Nofollow จากหลายแหล่ง เช่น เว็บไซต์ข่าว สังคมออนไลน์ กระดานสนทนา และ Wikipedia หากลิงก์ทั้งหมดเป็น Dofollow และมีรูปแบบคล้ายกันมากเกินไปและอาจดูไม่เป็นธรรมชาติ ดังนั้นแล้ว จึงไม่ควรกำหนดสัดส่วนที่ตายตัว โดยสิ่งสำคัญกว่าก็คือที่มาของลิงก์ซึ่งต้องมีความเกี่ยวข้อง มีประโยชน์ และเกิดจากการอ้างอิงจริง
การสร้างลิงก์ต่างจากการทำ Backlink อย่างไร
การทำ Backlink (BL) คือลิงก์ที่เว็บไซต์อื่น ๆ ทำการเชื่อมมายังเว็บไซต์ของเรา ส่วนการสร้างลิงก์นั้น คือกระบวนการวางแผนเพื่อให้ได้ลิงก์ที่เกี่ยวข้องและมีคุณภาพ โดยทั้งสองเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ควรใช้แทนกันทั้งหมด
- BL คือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ลิงก์หนึ่งรายการอาจเกิดจากการอ้างอิงตามธรรมชาติ ความร่วมมือ การเขียนบทความรับเชิญ หรือกิจกรรมประชาสัมพันธ์ สิ่งสำคัญคือดูบริบทและคุณภาพ ไม่ใช่จำนวนอย่างเดียว
- การสร้างลิงก์เริ่มจากเลือกหน้าที่ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือ หาเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง สร้างเหตุผลให้น่าอ้างอิง ติดต่ออย่างเหมาะสม และติดตามผลโดยไม่ใช้วิธีสแปม
- เป้าหมายคือคุณค่าและความเกี่ยวข้อง โดยลิงก์ที่ดีควรมีประโยชน์ต่อผู้อ่าน มาจากหน้าที่เกี่ยวข้อง และช่วยให้ค้นพบข้อมูลต่อไปได้ ฉะนั้นแล้ว จึงไม่ควรสร้างเพียงเพื่อปรับตัวเลขในเครื่องมือ SEO เท่านั้น
วิธีสร้าง Backlink การทำลิงก์คุณภาพในสายตา Google
ก่อนทำการเลือกวิธีสร้าง Backlink นั้น ควรทำการเปรียบเทียบเวลา ค่าใช้จ่าย และระดับความน่าเชื่อถือที่คาดหวัง เพราะสิ่งสำคัญของทุกวิธีนั้นคือ การให้ความสำคัญกับลิงก์ที่มีคุณภาพและช่วยในด้านการทำ SEO ซึ่งไม่ใช่เพียงการเก็บจำนวนเพิ่มไปเรื่อย ๆ
1. การสร้างเนื้อหาที่คนอยากอ้างอิง
เนื้อหาที่น่าอ้างอิงคือเนื้อหาที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้อื่นอยากนำไปใช้เป็นแหล่งข้อมูล ตัวอย่างที่เหมาะกับตลาดไทย ได้แก่
- งานสำรวจหรือสถิติใหม่ที่ยังไม่มีผู้รวบรวมไว้อย่างชัดเจน
- เครื่องมือฟรีที่ช่วยคำนวณหรือตรวจสอบเรื่องสำคัญของผู้ใช้
- บทความเชิงลึกที่อธิบายหัวข้อหนึ่งได้ครบและมีหลักฐานอ้างอิง
สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการทำเนื้อหาให้ยาวที่สุด แต่ต้องมีข้อมูลหรือประโยชน์บางอย่างที่หน้าอื่นยังให้ไม่ได้
2. การเขียนบทความรับเชิญที่มีคุณภาพ
บทความรับเชิญยังใช้สร้างลิงก์ได้ แต่เนื้อหาจะต้องมีคุณภาพใกล้เคียงกับบทความที่สื่อนั้นเผยแพร่ตามปกติด้วย ไม่ใช่บทความสั้นที่เขียนขึ้นเพื่อใส่ลิงก์เท่านั้น
วิธีหาโอกาสเผยแพร่
- ค้นหาเว็บไซต์ในอุตสาหกรรมที่เปิดรับบทความจากผู้เชี่ยวชาญ
- ตรวจลิงก์ของคู่แข่งใน Ahrefs เพื่อดูว่าสื่อใดเคยรับบทความจากภายนอก
- ติดตามแผนเนื้อหาของสื่อไทยที่เปิดรับผู้เขียนรับเชิญ
ข้อเสนอที่ดีควรเป็นหัวข้อที่สื่อยังไม่เคยนำเสนอ มีมุมมองชัดเจน และมีข้อมูลของเราเองสนับสนุน
3. การค้นหาและทดแทนลิงก์เสีย
วิธีนี้จะเริ่มจากการค้นหาลิงก์ที่เปิดไม่ได้ในเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง แล้วทำการติดต่อเจ้าของเว็บไซต์เพื่อแจ้งปัญหา พร้อมเสนอเนื้อหาของเราเพื่อเป็นตัวเลือกทดแทน หากเนื้อหาตรงกับเรื่องเดิมจริง โดยสามารถใช้ Ahrefs Broken Link Checker หรือ Screaming Frog ช่วยในการค้นหา แล้วเปิดตรวจแต่ละลิงก์อีกครั้งก่อนทำการติดต่อได้ โดยข้อความที่ใช้ในการติดต่อควรสั้น ระบุหน้าที่พบปัญหา และลิงก์ที่เสียให้ชัดเจน แล้วทำการเสนอหน้าทดแทนเพียงหนึ่งหน้า และอธิบายว่าหน้านั้นจะช่วยผู้อ่านได้อย่างไร
4. การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อดิจิทัล
การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อดิจิทัลเหมาะกับเรื่องที่มีคุณค่าต่อสาธารณะ เช่น ผลสำรวจ ข้อมูลแนวโน้ม กรณีศึกษา หรือมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ เมื่อสื่อมีการนำข้อมูลไปเขียนและอ้างอิงแหล่งที่มา เว็บไซต์จะได้รับทั้งการรับรู้และลิงก์ ฉะนั้นแล้ว ก่อนทำการติดต่อสื่อจึงควรเตรียมประเด็นให้ชัด มีตัวเลขหรือหลักฐานตรวจสอบได้ และเลือกส่งให้ผู้เขียนที่ดูแลหัวข้อนั้นจริง
5. การให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ผู้สื่อข่าว
หากต้องการให้สื่อหรือผู้เขียนบทความทำการอ้างอิงข้อมูลของเรา ควรติดตามคำถามจากนักข่าวและคนทำเนื้อหาใน LinkedIn กลุ่ม Facebook หรือชุมชนเฉพาะอุตสาหกรรมนั้น ๆ แล้วตอบคำถามด้วยข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ภายในเวลาที่เขาต้องการ ซึ่งการวางตัวเป็นแหล่งข้อมูลที่ช่วยให้งานเขียนเกิดความสมบูรณ์ขึ้นนั้น ไม่ใช่เป็นเพียงการส่งข้อความประชาสัมพันธ์เพื่อขายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังทำให้เรามีความน่าเชื่อถือในสายตาของสื่ออีกด้วย
6. เปลี่ยนการกล่าวถึงแบรนด์ให้เป็นลิงก์
การค้นหาชื่อแบรนด์ ชื่อสินค้า หรือชื่อผู้บริหารใน Google และเครื่องมือติดตามการกล่าวถึงนั้น หากพบเว็บไซต์ที่มีการเขียนถึงเราแต่ยังไม่ได้ใส่ลิงก์ส่งมาที่เว็บของเรา สามารถทำการติดต่อเพื่อขอให้เพิ่มลิงก์ไปยังหน้าที่เกี่ยวข้องได้ โดยข้อความติดต่อควรขอบคุณที่กล่าวถึง อธิบายว่าหากทำลิงก์ส่งมาที่เว็บไซต์ของเรานั้น จะช่วยให้ผู้อ่านทำการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้อย่างไร และไม่กดดันให้เจ้าของเว็บไซต์ต้องทำการแก้ไข
7. การสร้างเนื้อหาที่ดีกว่าหน้าอันดับสูง
แนวทางนี้เป็นที่รู้จักจาก Brian Dean โดยมีหลักการคือ การค้นหาหน้าที่ติดอันดับและได้รับลิงก์อ้างอิงจำนวนมาก แล้วสร้างเนื้อหาของเราให้มีประโยชน์กว่าในจุดที่สามารถวัดได้ ดังนี้
- ศึกษาว่าหน้าเดิมตอบคำถามอะไรและยังขาดเรื่องใด
- ปรับข้อมูลให้ใหม่ เพิ่มตัวอย่าง หลักฐาน หรือคำอธิบายที่ช่วยผู้อ่านได้จริง
- ติดต่อเว็บไซต์ที่อ้างอิงหน้าเดิม และเสนอเนื้อหาใหม่เป็นอีกทางเลือก
การเขียนให้ยาวกว่าอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอต่อการสร้างเนื้อหาที่ดีได้ โดยเนื้อหาที่ดีนั้นจะต้องมีความชัดเจนกว่า ถูกต้องกว่า หรือใช้งานได้ดีกว่าจริง
8. การลงข้อมูลในไดเรกทอรีเฉพาะอุตสาหกรรม
ควรหลีกเลี่ยงไดเรกทอรีทั่วไปที่รับทุกเว็บไซต์โดยไม่มีการตรวจสอบ และเลือกแหล่งที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจจริง เช่น
- กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD)
- สภาหอการค้าไทยหรือหอการค้าจังหวัด
- สมาคมวิชาชีพและสมาคมอุตสาหกรรมที่บริษัทเป็นสมาชิก
ข้อมูลชื่อบริษัท ที่อยู่ โทรศัพท์ และเว็บไซต์ ควรตรงกันทุกแห่งและควรสร้างหน้าแนะนำองค์กรให้ครบถ้วน ไม่ใช่สมัครเพียงเพื่อทิ้งลิงก์ไว้เท่านั้น
9. การให้สัมภาษณ์ผ่านพอดแคสต์หรือสื่อต่าง ๆ
รายการอย่าง Mission To The Moon, The Secret Sauce และ Perspective Podcast มักมีหน้าสรุปตอนพร้อมลิงก์ไปยังเว็บไซต์ของผู้ให้สัมภาษณ์ นอกจากจะทำให้ได้ลิงก์แล้ว ยังช่วยส่งผู้ฟังที่สนใจในหัวข้อนั้น ๆ เข้ามายังเว็บไซต์อีกด้วย ฉะนั้นแล้ว เวลานำเสนอหัวข้อใดก็ตาม จึงควรเลือกเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ฟังของรายการ มีประสบการณ์หรือข้อมูลสนับสนุน และไม่เน้นประชาสัมพันธ์ตัวเองมากเกินไป
10. การเสนอเนื้อหาให้หน้าแหล่งข้อมูล
มหาวิทยาลัย สมาคม และเว็บไซต์เฉพาะทางบางแห่ง มีหน้าแหล่งข้อมูลที่รวบรวมบทความหรือเครื่องมือสำหรับผู้อ่าน หากเรามีเนื้อหาที่ตรงหัวข้อและยังไม่มีอยู่ในรายการ สามารถติดต่อเพื่อเสนอให้ผู้ดูแลพิจารณาเพิ่มได้ โดยการใช้ Google ช่วยในการค้นหา เช่น site:.ac.th “แหล่งข้อมูล” [หัวข้อ] หรือ inurl:resources [หัวข้อ] แล้วทำการตรวจว่าแต่ละหน้านั้น ยังมีผู้ดูแลและอัปเดตอยู่จริงหรือไม่
11. การให้คำรับรองเครื่องมือที่ใช้งานจริง
หากทีมงานใช้เครื่องมืออย่าง Ahrefs, HubSpot, ClickUp หรือ Figma เป็นประจำ ลองเสนอคำรับรองหรือกรณีศึกษาสั้น ๆ จากประสบการณ์จริง ซึ่งผู้ให้บริการบางรายจะเผยแพร่คำรับรองพร้อมชื่อบริษัทและลิงก์กลับมายังเว็บไซต์ ดังนั้นแล้ว จึงควรให้ข้อมูลที่ตรวจสอบได้ อธิบายผลลัพธ์อย่างตรงไปตรงมา และไม่เขียนคำรับรองให้เครื่องมือที่ไม่เคยใช้งานจริง
12. สร้างการรับรู้ผ่านสังคมออนไลน์
ลิงก์จาก X, LinkedIn หรือ Facebook อาจไม่ได้ช่วยในการทำอันดับโดยตรง แต่ช่วยให้เนื้อหาเข้าถึงคนในวงการมากขึ้น เมื่อมีคนเห็นและนำไปอ้างอิงต่อ ก็อาจเกิดลิงก์ที่มีคุณภาพในภายหลังได้ ฉะนั้นแล้ว จึงควรทำการเผยแพร่เนื้อหาที่ให้ข้อมูลหรือมุมมองใหม่ ๆ มากกว่าการโพสต์เพื่อขายบริการหรือสินค้าเพียงอย่างเดียว
| # | วิธี | เวลาต่อลิงก์ | ค่าใช้จ่าย | DR ที่ได้ทั่วไป |
| 1 | เนื้อหาที่น่าอ้างอิง | 8-40 ชม. (ทำครั้งเดียวและมีโอกาสได้หลายลิงก์) | ต้นทุนการทำเนื้อหา | 30-70 |
| 2 | บทความรับเชิญคุณภาพ | 4-8 ชม. | ต้นทุนการทำเนื้อหา | 30-60 |
| 3 | ทดแทนลิงก์เสีย | 2-4 ชม. | ค่าเครื่องมือและเวลา | 20-50 |
| 4 | ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อไทย | 6-12 ชม. | 5,000-30,000 บาท | 40-70 |
| 5 | ให้ข้อมูลแก่ผู้สื่อข่าว | 2-6 ชม. | เวลา | 40-80 |
| 6 | การกล่าวถึงแบรนด์ที่ยังไม่มีลิงก์ | 1-2 ชม. | เครื่องมือแจ้งเตือน | ขึ้นอยู่กับการกล่าวถึง |
| 7 | ปรับปรุงเนื้อหาให้ดีกว่าคู่แข่ง | 12-24 ชม. | ต้นทุนการทำเนื้อหา | 30-60 |
| 8 | ไดเรกทอรีเฉพาะอุตสาหกรรม ไทย | 30 นาที – 2 ชม. | ฟรี – 3,000 บาท | 20-50 |
| 9 | พอดแคสต์หรือบทสัมภาษณ์ | 3-8 ชม. | เวลา | 20-50 |
| 10 | หน้าแหล่งข้อมูล | 2-4 ชม. | เวลา | 30-60 |
| 11 | Tool Testimonial | 30 นาที | ฟรี | 40-80 |
| 12 | Social + Brand Building | ต่อเนื่อง | ต่อเนื่อง | Indirect |
การทำ Backlink ฟรี 10 แหล่งของไทยที่ใช้ได้จริง 2026
หลายคนที่ได้ยินเรื่องการทำ Backlink ฟรี แล้วนึกถึงเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่รวบรวมรายชื่อคุณภาพเว็บต่ำที่รับทุกเว็บนั้น ผลลัพธ์คือได้ลิงก์ก็จริงแต่ Google อาจไม่นับให้ (หรือแย่ไปกว่านั้น อาจประเมิณว่าเป็นการสแปมลิงก์ก็ได้) แหล่งที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายและมีคุณภาพมีอยู่ เพียงแต่ต้องทำการพิจารณาให้รอบคอบก่อน โดยด้านล่างนี้เป็น 10 แหล่งลิงก์ที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและคุ้มกับเวลาในการทำ
| # | แหล่ง | ประเภท | เวลาเริ่มต้น | คุณภาพ |
| 1 | โปรไฟล์ธุรกิจบน Google | ข้อมูลธุรกิจท้องถิ่น | 30 นาที | ⭐⭐⭐⭐⭐ |
| 2 | DBD.go.th | ฐานข้อมูลหน่วยงานรัฐ | 1 ชม. | ⭐⭐⭐⭐⭐ |
| 3 | Wikipedia (เมื่อองค์กรมีความโดดเด่นและมีแหล่งอ้างอิงเพียงพอ) | การอ้างอิงจากบทความ | ใช้เวลาหลายชั่วโมงและต้องมีแหล่งอ้างอิงเพียงพอ | ⭐⭐⭐⭐⭐ |
| 4 | LinkedIn Company Page + Articles | สังคมออนไลน์และเนื้อหา | 30 นาที | ⭐⭐⭐⭐ |
| 5 | สภา/สมาคมอุตสาหกรรมเฉพาะทาง | ธุรกิจท้องถิ่น | 1-2 ชม. | ⭐⭐⭐⭐ |
| 6 | GitHub (สำหรับเว็บ tech/dev) | ชุมชนออนไลน์ | ต่อเนื่อง | ⭐⭐⭐⭐ |
| 7 | Pantip (ผ่าน content, ห้ามสแปม) | กระดานสนทนาและเนื้อหาจากผู้ใช้ | ต่อเนื่อง | ⭐⭐⭐ |
| 8 | Blockdit | แพลตฟอร์มเนื้อหา | ต่อเนื่อง | ⭐⭐⭐ |
| 9 | Medium (nofollow, แต่ใช้ประโยชน์ได้) | แพลตฟอร์มเนื้อหา | 30 นาที | ⭐⭐⭐ |
| 10 | Yellowpages.co.th | Business directory | 30 นาที | ⭐⭐⭐ |
ที่ห้ามยุ่ง
- Free directory ที่รับทุกเว็บโดยไม่ตรวจสอบ (เจอง่ายๆ ในหน้าแรก Google เมื่อ search “free directory submission”)
- Backlink exchange scheme (“ฉันลิงก์เธอ เธอลิงก์ฉัน” แบบเป็นระบบ)
- Comment spam ตามบล็อก
- PBN (Private Blog Network) ที่ขายลิงก์แบบ package
Google ปล่อยอัปเดต Link Spam ปี 2021 (SpamBrain ML-based) ที่ neutralize ลิงก์ประเภทนี้ทั้งหมดไม่ได้ค่า แต่ถ้าจำนวนมากพอจะเป็น manual penalty แทน ถ้าไม่มีเวลาทำเองหรือทำมาแล้วยังไม่ scale เท่าที่ควร ทีมของเรามีบริการรับจ้างทำ SEO ซึ่งสามารถช่วยคุณได้ผ่าน โดยเป็นบริการวางกลยุทธ์ Link Building ของบริษัทรับทําการตลาดออนไลน์ ScaleUpThai ที่จะวางแผนตาม industry เฉพาะ ไม่ใช่ template สำเร็จรูป
6 ประเภทของการทำ Backlink อันตรายที่ต้องหลีกเลี่ยง
การรู้ว่าการทำ Backlink แบบใดควรหลีกเลี่ยงถือเป็นสิ่งสำคัญพอ ๆ กับการรู้วิธีสร้างลิงก์ ต่อไปนี้คือรูปแบบที่อาจำถูกมองว่าเป็นการสร้างลิงก์เพื่อควบคุมอันดับและไม่ควรนำมาใช้กับเว็บไซต์
1. เครือข่ายเว็บไซต์ที่สร้างเพื่อส่งลิงก์ (Link Farm และ PBN)
Link Farm คือกลุ่มเว็บไซต์ที่สร้างขึ้นเพื่อแลกลิงก์ หรือส่งลิงก์หากันเป็นหลัก โดยส่วนของ PBN คือเครือข่ายเว็บไซต์ที่ผู้ควบคุมรายเดียวสร้างขึ้นจากโดเมนเก่า เพื่อทำการส่งลิงก์ไปยังเว็บไซต์เป้าหมาย โดยสัญญาณที่ควรระวังคือหลายเว็บไซต์ใช้รูปแบบคล้ายกัน เนื้อหาทั่วไปไม่มีผู้รับผิดชอบชัดเจน อัปเดตเพียงเพื่อแทรกลิงก์ และลิงก์ออกไปยังกลุ่มเว็บไซต์เดิมซ้ำ ๆ
2. ซื้อลิงก์จำนวนมากในครั้งเดียว
ข้อเสนอประเภท “1,000 Backlink ในราคา 10 ดอลลาร์” มักได้ลิงก์จากเว็บไซต์คุณภาพต่ำ หรือเครือข่ายสแปม Google ซึ่งอาจไม่นับลิงก์เหล่านี้ และในกรณีรุนแรงเว็บไซต์อาจได้รับการดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ ฉะนั้นแล้ว หากมีการจ่ายค่าตอบแทนเพื่อเผยแพร่ลิงก์ จึงควรระบุ rel=”sponsored” ให้ถูกต้อง และพิจารณาคุณค่าด้านการเข้าถึงผู้ชมมากกว่าหวังผลเพื่อควบคุมอันดับ
3. สแปมความคิดเห็นตามเว็บไซต์
การแสดงความคิดเห็นตามบล็อกเพียงเพื่อทิ้งลิงก์กลับ ไม่ได้ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ และอาจทำให้แบรนด์ดูเป็นสแปม โดยในปัจจุบัน หลายระบบกำหนดลิงก์ในความคิดเห็นเป็น rel=”ugc” หรือ rel=”nofollow” แบบอัตโนมัติ ฉะนั้นแล้ว จึงควรแสดงความคิดเห็นเมื่อมีข้อมูลที่ช่วยการสนทนาจริง และไม่ควรใส่ลิงก์หากไม่จำเป็นต่อคำตอบ
4. ลิงก์จากเว็บไซต์ที่ไม่เกี่ยวข้อง
ลิงก์จากเว็บไซต์การพนัน เนื้อหาผู้ใหญ่ หรือเว็บไซต์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ อาจทำให้รูปแบบลิงก์ดูผิดธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ลิงก์สแปมจำนวนเล็กน้อยที่เกิดขึ้นเอง มักไม่ใช่เหตุให้ต้องตื่นตระหนก เพราะ Google สามารถเพิกเฉยต่อลิงก์หลายประเภทได้ แต่อย่างไรก็ควรติดตามการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะ และดำเนินการเมื่อพบรูปแบบผิดปกติชัดเจน หรือได้รับการแจ้งเตือนจาก Google Search Console
5. ลิงก์จากโดเมนที่มีประวัติน่าสงสัย
ไม่ควรตัดสินคุณภาพของลิงก์จากนามสกุลโดเมนเพียงอย่างเดียว แม้นามสกุลบางประเภทจะถูกนำไปใช้ทำเว็บไซต์สแปมบ่อย แต่ก็อาจมีเว็บไซต์ที่ใช้งานจริงอยู่เช่นกัน ดังนั้น ให้ทำการตรวจเนื้อหา ประวัติโดเมน ผู้เข้าชม ความเกี่ยวข้อง และรูปแบบลิงก์ออกจากเว็บไซต์นั้นร่วมกันก่อนตัดสินใจ
6. ลิงก์ซ่อนและข้อความลิงก์อำพราง
ลิงก์ซ่อนคือลิงก์ที่ผู้ใช้มองเห็นได้ยากหรือมองไม่เห็น เช่น ใช้สีเดียวกับพื้นหลัง กำหนดตัวอักษรเล็กผิดปกติ หรือแสดงข้อความต่อผู้ใช้ต่างจากที่แสดงต่อ Googlebot ดังนั้นแล้ว วิธีเหล่านี้จะขัดกับนโยบายสแปมของ Google และไม่ควรนำมาใช้ แม้จะทำให้ผู้ใช้ทั่วไปสังเกตไม่เห็นก็ตาม
รายการตรวจลิงก์เสี่ยง 10 ข้อ
- สัดส่วนข้อความลิงก์ที่ใช้คีย์เวิร์ดตรงตัวสูงผิดปกติหรือไม่
- จำนวน Backlink เพิ่มขึ้นรวดเร็วผิดธรรมชาติในช่วงสั้น ๆ หรือไม่
- ได้ลิงก์จำนวนมากจากเว็บไซต์คนละภาษาและไม่เกี่ยวข้องหรือไม่
- เว็บไซต์ต้นทางจำนวนมากใช้เครือข่ายหรือที่อยู่ IP กลุ่มเดียวกันหรือไม่
- เว็บไซต์ที่ให้ลิงก์แทบไม่มีผู้เข้าชมจากผลการค้นหาหรือไม่
- เนื้อหาต้นทางไม่เกี่ยวข้องกับหน้าปลายทางหรือไม่
- เว็บไซต์ต้นทางมีประวัติ เนื้อหา หรือนามสกุลโดเมนน่าสงสัยหรือไม่
- ข้อความลิงก์มีชื่อคู่แข่งหรือคำผิดปกติซ้ำจำนวนมากหรือไม่
- ลิงก์เดียวกันปรากฏซ้ำทุกหน้าของเว็บไซต์ต้นทางหรือไม่
- หน้าที่ให้ลิงก์มีลิงก์ออกจำนวนมากผิดปกติหรือไม่
ควรใช้เครื่องมือปฏิเสธลิงก์ของ Google เมื่อใด
Google Disavow Tool เป็นเครื่องมือสำหรับแจ้ง Google ว่าไม่ต้องการให้นับลิงก์บางรายการ ควรใช้เมื่อมีหลักฐานชัดเจน เช่น เว็บไซต์ได้รับการดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ หรือมีลิงก์สแปมจำนวนมากที่สร้างผลกระทบจริง และไม่ควรปฏิเสธลิงก์ล่วงหน้าเพียงเพราะเครื่องมือภายนอกให้คะแนนความเสี่ยงสูง เพราะ Google อาจเพิกเฉยต่อลิงก์เหล่านั้นอยู่แล้ว และการปฏิเสธลิงก์ผิดรายการอาจทำให้อันดับลดลงได้ ฉะนั้นแล้ว ก่อนใช้เครื่องมือนี้ ควรพยายามติดต่อเจ้าของเว็บไซต์เพื่อลบลิงก์ ตรวจที่มาของลิงก์ ข้อความลิงก์ และความเกี่ยวข้องของเว็บไซต์ต้นทางให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจ
เครื่องมือเช็คการทำ Backlink ฟรีและเสียเงิน
ก่อนเริ่มสร้างลิงก์ ควรตรวจสอบก่อนเริ่มการทำ Backlink ควรตรวจสอบรูปแบบลิงก์ปัจจุบันให้ชัดเจน ด้านล่างนี้เป็นตารางเปรียบเทียบเครื่องมือหลักที่ใช้จริงในตลาดไทย
| เครื่องมือ | แพ็กเกจฟรี | เด่นตรงไหน | ราคาต่อเดือน (2026) |
| Google Search Console | ✅ ใช้ความสามารถได้ครบ | ข้อมูลจาก Google โดยตรง | ฟรี |
| Ahrefs | 🟡 เครื่องมือสำหรับเจ้าของเว็บไซต์แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย | วิเคราะห์คู่แข่งเชิงลึกและมีฐานข้อมูลลิงก์ขนาดใหญ่ | เริ่มที่ ~99 USD |
| Semrush | 🟡 จำกัด | วิเคราะห์ SEO และผู้เข้าชมในที่เดียว | เริ่มที่ ~139 USD |
| Moz Link Explorer | 🟡 10 ครั้งต่อวัน | ตรวจค่า DA และประวัติลิงก์ | เริ่มที่ ~99 USD |
| Ubersuggest | 🟡 3 ครั้งต่อวัน | ใช้งานง่ายและราคาไม่สูง | เริ่มที่ ~12 USD |
ขั้นตอนการตรวจสอบลิงก์สำหรับเว็บไซต์ใหม่
หากยังไม่พร้อมใช้เครื่องมือแบบเสียเงิน ให้เริ่มจาก 3 อย่างนี้
- Google Search Console เปิดรายงานลิงก์และบันทึกข้อมูลทุกสองสัปดาห์เพื่อดูการเปลี่ยนแปลง
- Ahrefs Webmaster Tools ใช้ตรวจเว็บไซต์ที่ลิงก์เข้ามาได้ฟรีสำหรับโดเมนที่ยืนยันความเป็นเจ้าของแล้ว
- Google Alerts ตั้งการแจ้งเตือนชื่อแบรนด์และคำสำคัญ เพื่อค้นหาการกล่าวถึงที่ยังไม่มีลิงก์กลับ
ข้อมูลจาก 3 แหล่งนี้ เพียงพอสำหรับติดตามภาพรวมในช่วงเริ่มต้น เมื่อปริมาณงานมากขึ้นจึงค่อยพิจารณาเครื่องมือแบบเสียเงิน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ลิงก์ SEO ต่างจากลิงก์ทั่วไปอย่างไร
ลิงก์ทุกตัวที่ชี้เข้ามาจะถูกนับเป็นลิงก์ทั้งหมด แต่ลิงก์ที่มีคุณภาพจึงจะมีคุณค่าในการทำ SEO ดังนั้นแล้วลิงก์จึงควรมาจากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง มีผู้ใช้งานจริง อยู่ในเนื้อหาที่เหมาะสม และไม่สร้างขึ้นเพื่อบิดเบือนอันดับโดยเฉพาะ
การทำลิงก์ฟรี ทำได้จริงไหมและแหล่งไหนน่าเชื่อถือ
การทำลิงก์ฟรีสามารถทำได้ผ่านการสร้างเนื้อหาที่คนอยากอ้างอิง การลงทะเบียนองค์กรหรือสมาคมที่เกี่ยวข้อง การให้ข้อมูลกับสื่อ Guest Contribution และการขอลิงก์จาก Brand Mention แหล่งที่ดีต้องมีเหตุผลทางบรรณาธิการ ไม่ใช่ Directory ที่รับทุกเว็บไซต์
ต้องมีลิงก์จำนวนเท่าไหร่ จึงจะติดหน้าแรก
การทำลิงก์ไม่มีจำนวนที่ตายตัวเพราะขึ้นอยู่กับการแข่งขัน คุณภาพของเนื้อหา Technical SEO และ Authority ของคู่แข่ง จึงควรทำการวิเคราะห์หน้าเว็บไซต์ของคู่แข่งที่อยู่ในอันดับต้น ๆ ในกลุ่มคีย์เวิร์ดเดียวกัน แล้วนำมาวางแผนจาก Link Gap และคุณภาพของโดเมนแทนการตั้งเป้าเป็นจำนวนลิงก์รวม
ซื้อลิงก์ได้ไหมและเสี่ยงแค่ไหน
การจ่ายเงินเพื่อให้ได้ลิงก์มานั้น ส่งผลต่ออันดับซึ่งจะขัดกับแนวทางของ Google และมีความเสี่ยง โดยเฉพาะหากได้ลิงก์จำนวนมากมาจากเครือข่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ถ้าหากเป็นลิงก์สปอนเซอร์หรือโฆษณา ควรระบุ rel=”sponsored” และพิจารณาประโยชน์ต่อผู้ใช้เป็นหลัก
การสร้างลิงก์จะต้องใช้เวลากี่เดือนจึงเห็นผล
ผลลัพธ์ของการสร้างลิงก์อาจเริ่มเห็นหลังจาก Google ค้นพบและทำการประมวลผลลิงก์แล้ว โดยจะเริ่มเห็นผลตั้งแต่หลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน แต่ก็ต้องทำการประเมิณร่วมกับการปรับปรุงเนื้อหาและโครงสร้างของเว็บไซต์ ฉะนั้นแล้ว จึงไม่ควรสรุปจากการทำลิงก์เพียงอย่างเดียวหรือในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ จนเกินไป
Dofollow และ Nofollow ควรมีสัดส่วนเท่าไหร่
ไม่มีสัดส่วนมาตรฐานที่ใช้ได้กับทุกเว็บไซต์ ซึ่งการได้ลิงก์มาแบบเป็นธรรมชาติจะมีทั้ง Dofollow, Nofollow, Sponsored และ UGC ตามแหล่งที่มา ดังนั้นแล้ว จึงควรเน้นความเกี่ยวข้อง ความน่าเชื่อถือ และรูปแบบที่สมเหตุสมผลมากกว่าการพยายามควบคุมจำนวนเปอร์เซ็นต์
สรุป
บริการรับทำ Backlink ยังถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีหากเลือกใช้อย่างถูกวิธี เพราะลิงก์ยังถือเป็นข้อมูลสำคัญที่ Google ใช้ประกอบการจัดทำอันดับ และยิ่งมีความหมายมากขึ้นเมื่อระบบคำตอบเป็นการสรุปด้วย AI ของ Google ซึ่งต้องเลือกแหล่งข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือไปอ้างอิงในการแสดงผลให้กับผู้ใช้งาน
- เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ ลิงก์ไม่กี่รายการจากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องและมีความน่าเชื่อถือ ดีกว่าลิงก์จำนวนมากแต่ได้มาจากแหล่งคุณภาพต่ำ
- สร้างอย่างต่อเนื่อง การได้รับลิงก์อย่างสม่ำเสมอและมีความเป็นธรรมชาติ เหมาะสมกว่าเรเพิ่มลิงก์จำนวนมากในช่วงเวลาสั้น ๆ
- เริ่มจากเนื้อหาที่มีคุณค่า ข้อมูลที่ช่วยตอบคำถาม แก้ปัญหา หรือมีหลักฐานสนับสนุน จะช่วยให้มีโอกาสถูกนำไปอ้างอิงมากกว่า