SCALEUPTHAI INSIGHTS

Content marketing คืออะไร กลยุทธ์ทำคอนเทนต์เขียนยังไงสร้างลูกค้า

ทำความเข้าใจ Content marketing คืออะไร กลยุทธ์การทำคอนเทนต์เขียนยังไงให้สร้างลูกค้า บทบาทที่สำคัญในเส้นทางการตัดสินใจ เริ่มตั้งแต่สร้างการรับรู้ ให้ข้อมูล เปรียบเทียบ ไปจนถึงการกระตุ้นให้เกิดการซื้อสินค้า บริการ หรือติดต่อ ดังนั้นแล้วเนื้อหาที่ดีตอบโจทย์ต่อธุรกิจ จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก

Content marketing คืออะไร คอนเทนต์ต้องเขียนยังไง

Content Marketing คืออะไรและการวางแผนเนื้อหาด้วยมาสคอต ScaleUpThai

Content marketing คือการวางแผนในการสร้างและเผยแพร่เนื้อหาที่มีประโยชน์ต่อกลุ่มเป้าหมาย โดยคำนึงถึงหลักการทำคอนเทนต์เขียนยังไงเพื่อสร้างความสัมพันธ์และพาไปสู่ผลลัพธ์ทางธุรกิจ ซึ่งเนื้อหาอาจเป็นบทความ วิดีโอ บทวิเคราะห์ กรณีศึกษา อีเมล สัมมนาออนไลน์ หรือเครื่องมือช่วยตัดสินใจ โดยจุดสำคัญในการสร้างเนื้อหาจะต้องตอบโจทย์ต่อความต้องการของผู้รับ ไม่ใช่พูดถึงแบรนด์เพียงฝ่ายเดียว

Content marketing มีกี่ประเภท คอนเทนต์อะไรบ้าง

หลายคนที่เพิ่งเริ่มต้นทำการตลาด อาจจะเคยคิดว่าการสร้างเนื้อหานั้นมีแค่การเขียนบทความ หรือโพสต์รูปภาพบนโซเชียลมีเดียทั่วไป ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การที่เราจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีพฤติกรรมหลากหลายได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยรูปแบบการนำเสนอที่แตกต่างกันออกไป การทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่ากลยุทธ์ Content marketing มีกี่ประเภท อะไรบ้างนั้น หรือการทำการตลาดผ่านเนื้อหาแต่ละรูปแบบ มีความเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายไหนและควรนำไปใช้ในสถานการณ์ใด จะช่วยให้การสื่อสารแบรนด์ของคุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วย

ก่อนที่เราจะไปเจาะลึกถึงรายละเอียดการทำเนื้อหาและตัวอย่างของแต่ละประเภท ลองมาทำความเข้าใจภาพรวมกันก่อนครับ สิ่งที่คุณจะได้รับจากเนื้อหาส่วนนี้คือการจัดหมวดหมู่หลัก ๆ ของการทำเนื้อหา ซึ่งจะช่วยเปิดมุมมองกว้างให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำเลยว่า ควรหยิบรูปแบบไหนไปใช้เป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญสำหรับแผนการตลาดถัดไปของคุณ

เนื้อหาที่ให้ความรู้

บทความเชิงลึกและวิดีโอที่ช่วยให้ผู้ชมเข้าใจปัญหาหรือวิธีทำสิ่งต่าง ๆ

เนื้อหาช่วยเปรียบเทียบ

บทความเปรียบเทียบ เช็กลิสต์ สัมมนาออนไลน์ และกรณีศึกษา เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังประเมินทางเลือก

เนื้อหาช่วยตัดสินใจ

หน้าบริการ หน้าสินค้า คำถามที่พบบ่อย ราคา และข้อเสนอที่ช่วยให้ผู้สนใจตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

เนื้อหาเพื่อการดูแลลูกค้าเดิม

อีเมล เอกสารใช้งาน และเนื้อหาหลังการขายที่ช่วยรักษาลูกค้าเดิม

ขั้นตอนการทำคอนเทนต์
ต้องวางกลยุทธ์ content marketing ยังไง

มาสคอต ScaleUpThai วางแผน Content Marketing จากกลุ่มเป้าหมายและปฏิทินเนื้อหา

หลายแบรนด์มักจะเริ่มต้นผลิตสื่อด้วยความรู้สึก หรือเทรนด์ในช่วงเวลานั้น ๆ โดยไม่ได้ออกแบบแผนงานล่วงหน้าในการทำคอนเทนต์ ซึ่งสิ่งนี้มักจะส่งผลให้เสียทั้งเวลาและงบประมาณไปอย่างเปล่าประโยชน์ ดังนั้นแล้ว การสร้างเนื้อหาให้สามารถดึงดูดความสนใจและเปลี่ยนผู้อ่านให้กลายมาเป็นลูกค้าได้จริง จำเป็นต้องอาศัยขั้นตอนวางกลยุทธ์เนื้อหาที่มีรากฐานแข็งแกร่งและเชื่อมโยงกับเป้าหมายทางธุรกิจอย่างชัดเจน

มาเริ่มต้นทำความเข้าใจภาพรวมของกระบวนการทั้งหมดที่จะช่วยให้คุณมองเห็นองค์ประกอบสำคัญตั้งแต่การกำหนดเป้าหมายไปจนถึงการวัดผลความสำเร็จ เพื่อให้คุณพร้อมสำหรับการสร้างสรรค์เนื้อหาที่ดีตอบโจทย์ต่อผู้อ่านและสร้างผลลัพธ์ได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น

  • กำหนดเป้าหมาย เช่น เพิ่มผู้เข้าชมจากการค้นหา สร้างผู้สนใจ สนับสนุนทีมขาย หรือรักษาลูกค้าเดิม
  • ทำความเข้าใจกลุ่มลูกค้า คำถาม และอุปสรรคในแต่ละช่วง
  • ตรวจเนื้อหาเดิมและช่องว่างเมื่อเทียบกับคู่แข่ง
  • จัดกลุ่มหัวข้อและกำหนดคำค้นให้แต่ละหน้า
  • กำหนดรูปแบบ ช่องทาง ผู้รับผิดชอบ และปฏิทินเผยแพร่
  • วัดผลและปรับเนื้อหาที่มีศักยภาพ

Content marketing กับ SEO ทำงานร่วมกันอย่างไร

การทำเนื้อหาร่วมกับการปรับแต่ง SEO ช่วยให้รู้ว่าผู้ใช้กำลังค้นหาข้อมูลอะไร และช่วยให้ระบบค้นหาเข้าใจหน้าเว็บได้ดียิ่งขึ้น ส่วนกลยุทธ์เนื้อหาจะช่วยพัฒนาเนื้อหาให้มีคุณค่าและสอดคล้องกับเส้นทางการจัดสินใจของลูกค้า ดังนั้นแล้ว บทความที่ดีจึงควรเชื่อมโยงไปยังหน้าบริการที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่ควรใช้คำค้นเชิงบริการเป็นคีย์เวิร์ดหลักของบทความ เพราะอาจทำให้สองหน้าเว็บไซต์เกิดการแย่งอันดับกันเองได้

วัดผลการทำคอนเทนต์อย่างไร

การเลือกตัวชี้วัดการทำคอนเทนต์ตามบทบาทของเนื้อหา เช่น จำนวนครั้งที่แสดงผล จำนวนคลิกจากการค้นหา การมีส่วนร่วม ผลลัพธ์ที่เนื้อหาช่วยสนับสนุน จำนวนผู้สนใจ อัตราการเปลี่ยนเป็นลูกค้า และรายได้ ซึ่งการวางกลยุทธ์เนื้อหาจะช่วยสร้างการรับรู้ได้ ถึงแม้อาจจะไม่ได้ปิดการขายให้โดยตรง แต่ก็ควรมีเส้นทางให้ผู้ที่สนใจไปยังเนื้อหาบริการ สินค้า หรือหน้าการติดต่อที่ชัดเจน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • การผลิตเนื้อหาตามจำนวนโดยไม่มีเป้าหมาย
  • การสร้างหลายบทความที่ตอบคำค้นและเจตนาการค้นหาเดียวกัน
  • การไม่มีลิงก์ภายในที่เชื่อมโยงกลุ่มหัวข้อ
  • การเขียนเนื้อหาเพื่อระบบค้นหาจนอ่านไม่เป็นธรรมชาติ
  • การไม่อัปเดตหน้าที่แสดงผลบ่อย แต่อัตราการคลิกหรืออันดับยังต่ำ

ทำไมกลยุทธ์ Content marketing จึงสำคัญ

การวางกลยุทธ์ Content marketing ในการทำเนื้อหาที่ดีจะช่วยตอบคำถามก่อนที่ลูกค้าจะติดต่อได้ ทำให้การตัดสินใจง่ายขึ้น และเป็นวัตถุดิบให้หลายช่องทางทำงานร่วมกัน จึงควรวัดจากบทบาทต่อธุรกิจ ไม่ใช่การวัดจำนวนโพสต์เพียงอย่างเดียว

  • การสร้างความเข้าใจก่อนขาย : เนื้อหาที่ดีจะช่วยอธิบายปัญหา ทางเลือก และเกณฑ์การตัดสินใจ จึงทำให้ลูกค้าเข้าใจถึงคุณค่าของสินค้าและบริการก่อนคุยกับทีมขาย
  • การเพิ่มความน่าเชื่อถือของแบรนด์ : การให้ข้อมูลที่ถูกต้อง มีตัวอย่าง และยอมรับข้อจำกัด แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญได้ดีกว่าการกล่าวอ้างว่าแบรนด์ดีที่สุด
  • การสนับสนุน SEO และช่องทางอื่น : บทความ วิดีโอ และเนื้อหาเชิงลึกจะสามารถตอบคำค้นได้ และยังสามารถนำไปใช้ในอีเมล โซเชียล งานขาย ร่วมถึงการโฆษณาได้โดยการปรับรูปแบบให้มีความเหมาะสมกับแต่ละช่องทาง
  • การลดคำถามซ้ำและช่วยปิดการขาย : หน้าเปรียบเทียบ กรณีศึกษา ราคา และคำถามที่พบบ่อย ช่วยให้ผู้สนใจสามารถประเมิณความเหมาะสมก่อนทำการติดต่อ และยังทำให้ทีมขายคุยได้ตรงประเด็นมากยิ่งขึ้น

หลักการวางกลยุทธ์ Content marketing ที่ดี
ในการทำคอนเทนต์ควรมีลักษณะอย่างไร

หลักการวางกลยุทธ์เนื้อหาที่ดีเพื่อให้เว็บไซต์ได้มาซึ่งอันดับสูง ๆ หลายเว็บจำนวนมากพูดถึงคุณภาพของการทำบทความ โดยเนื้อหาที่ดีจึงไม่ใช่เพียงแค่เป็นการเขียนสวย ๆ เท่านั้น แต่ต้องมีเป้าหมาย ผู้รับสาร และขั้นตอนถัดไปที่ชัดเจนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการทำเนื้อหา

  • ผู้รับสารชัดเจน : การระบุเนื้อหาเขียนให้ใคร เขากำลังเผชิญกับปัญหาอะไร และควรต้องรู้อะไรมาก่อนแล้วบ้าง เพื่อเป็นการเลือกระดับของภาษาและรายละเอียดให้เหมาะสมกับผู้อ่าน
  • ตอบโจทย์ในแต่ละช่วงการตัดสินใจ : เนื้อหาในช่วงของการเรียนรู้ควรให้ความเข้าใจ ส่วนช่วงเปรียบเทียบควรมีเกณฑ์ ข้อดี ข้อจำกัด ราคา หรือกรณีศึกษาที่ช่วยในการตัดสินใจจริงได้
  • ข้อมูลและมุมมองของแบรนด์ : การเพิ่มประสบการณ์จากงานจริง วิธีคิด ตัวอย่าง หรือข้อมูลที่แบรนด์มีสิทธิ์เผยแพร่ เพื่อสร้างคุณค่าเกินกว่าการสรูปจากบทความอื่น ๆ
  • นำผู้อ่านไปสู่ขั้นตอนถัดไป : การเชื่อมไปยังบทความที่เกี่ยวข้อง เครื่องมือ หน้าบริการ หรือช่องทางติดต่ออย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่วางปุ่มขายซ้ำจนเกิดการรบกวนการอ่าน

ตัวอย่างและเครื่องมือที่ช่วยในการทำเนื้อหาได้

เครื่องมือควรช่วยลดงานซ้ำซ้อนและทำให้เกิดการตัดสินใจจากช้อมูลของผู้รับสารได้ดียิ่งขึ้น แต่ไม่ควรใช้แทนความเข้าใจลูกค้า ดังนั้นแล้ว การตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือการทบกวนคุณภาพเนื้อหาก่อนเผยแพร่จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

  • ค้นหาหัวข้อและคำถาม : การใช้ข้อมูลจาก Google Search Console ถือเป็นเครื่องมือวิเคราะห์คีย์เวิร์ด บันทึกคำถามจากทีมขาย และบทสนทนากับลูกค้า เพื่อทำการหาประเด็นที่มีความต้องการจริงได้เป็นอย่างดี
  • วางแผนและผลิตเนื้อหา : การใช้ปฏิทินเนื้อหา เอกสารสรุปงาน และระบบจัดการงาน เพื่อเป็นการกำหนดผู้รับผิดชอบ เป้าหมาย รูปแบบ วันเผยแพร่ และขั้นตอนในการตรวจทานเนื้อหาได้อย่างชัดเจน
  • เผยแพร่และนำกลับมาใช้ใหม่ : บทความหนึ่งชิ้นอาจนำมาต่อยอดเป็นวิดีโอสั้น ๆ อีเมล ภาพสรุป หรือสคริปต์งานขายได้ หากทำการปรับเนื้อหาให้เข้ากับบริบทของแต่ละช่องทาง
  • วัดผลและปรับปรุง : การใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลและ Google Search Console เพื่อดูการเข้าถึง การอ่านต่อ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น แล้วทำการอัปเดตเนื้อหาแต่ละหน้าอย่างมีศักยภาพดีกว่าการเร่งผลิตเนื้อหาใหม่

ขั้นตอนวางกลยุทธ์ Content Marketing
เพื่อนำไปใช้ทำคอนเทนต์จริง

การวางกลยุทธ์เนื้อหาที่ดี ไม่ควรเริ่มจากคำถามว่าจะโพสต์อะไรในสัปดาห์นี้ แต่ควรเริ่มจากการทำคอนเทนต์ที่ตรงกับเป้าหมายของธุรกิจและข้อมูลที่ลูกค้าต้องการใช้เพื่อตัดสินใจ ดังนั้นแล้ว บริษัทรับทําการตลาดออนไลน์ ScaleUpThai จึงเลือกเนื้อหาแต่ละบทความที่มีหน้าที่อย่างชัดเจนและสามารถนำกลับมาใช้ต่อในหลาย ๆ ช่องทางได้

  • กำหนดเป้าหมายของเนื้อหา : เป้าหมายควรมีความเฉพาะกว่าคำว่า “เพิ่มการรับรู้” เช่น การเพิ่มผู้เข้าชมจากการค้นหาในกลุ่มบริการหลัก สร้างรายชื่อผู้สนใจ ลดคำถามซ้ำก่อนซื้อ หรือช่วยให้ทีมขายอธิบายบริการได้เร็วขึ้น เป้าหมายแต่ละแบบต้องใช้ประเภทเนื้อหาและตัวชี้วัดต่างกัน หากต้องการสร้างลูกค้าใหม่ ควรระบุด้วยว่าการกระทำใดเพื่อถือเป็นผลลัพธ์ เช่น การดาวน์โหลดเอกสาร ส่งแบบฟอร์ม นัดหมาย หรือซื้อสินค้าบริการ แล้วออกแบบ Landing Page ซึ่งเป็นหน้าปลายทางที่จะพาผู้อ่านไปทำรายการ พร้อมทำให้เส้นทางจากเนื้อหาไปสู่การกระทำนั้นสั้นและชัดเจน
  • รวบรวมคำถามจากลูกค้าจริง : แหล่งหัวข้อที่มีคุณค่ามักอยู่ในคำถามของทีมขาย แชทบริการลูกค้า รีวิวสินค้า คำค้นจาก Google Search Console และบทสนทนาในชุมชน ดังนั้นแล้ว หัวข้อเหล่านี้จะสะท้อนภาษาที่ลูกค้าใช้จริงและยังช่วยลดการสร้างเนื้อหาจากการคาดเดาได้ หลังรวบรวมคำถาม ให้ทำการจัดกลุ่มตามเรื่องและช่วงการตัดสินใจ คำถามที่มีความหมายใกล้กันควรอยู่ในบทความหลักเดียวกัน ส่วนคำถามที่มีเจตนาแตกต่างชัดเจนจึงค่อยแยกหน้า ฉะนั้น วิธีนี้จะช่วยให้โครงสร้างเว็บไซต์เข้าใจง่ายและลดปัญหาบทความแย่งอันดับกันเองได้
  • กำหนดกลุ่มหัวข้อและหน้าหลัก : กลุ่มหัวข้อประกอบด้วยหน้าหลักที่อธิบายภาพรวม และบทความสนับสนุนที่ลงรายละเอียดเฉพาะเรื่อง ดัวอย่างเช่น หน้า Digital Marketing เชื่อมไปยัง SEO, Google Ads และ Content Marketing ส่วนแต่ละบทความนั้น ๆ จะเชื่อมกลับมายังหน้าหลัก หรือหน้าบริการที่เกี่ยวข้อง
    อีกทั้ง ลิงก์ควรเกิดจากบริบทของเนื้อหา ไม่ควรใส่ลิงก์เดิมซ้ำหลายคำในย่อหน้าเดียว ข้อความลิงก์ควรบอกได้ว่าหน้าปลายทางเกี่ยวข้องกับอะไร เพื่อให้ผู้อ่านเกิดการตัดสินใจว่าจะคลิกไปต่อหรือไม่
  • เตรียมเอกสารสรุปงานก่อนเริ่มเขียน : เอกสารสรุปงานก่อนเริ่มเขียน ควรระบุผู้อ่านที่เป็นเป้าหมาย เจตนาการค้นหา คีย์เวิร์ดหลัก คำถามที่ต้องตอบ โครงสร้างเว็บทั้ง H1, H2 และ H3 ไว้อย่างชัดเจน อีกทั้งแหล่งข้อมูล ตัวอย่างที่ต้องใช้ ลิงก์ภายในและขั้นตอนที่ต้องการให้ผู้อ่านทำต่อ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ผู้เขียนหลายคนมีการรักษามาตรฐานเดียวกันไว้และลดการแก้ไขเนื้อหาในภายหลัง
    ก่อนสรุปโครงสร้างเนื้อหา ควรตรวจผลการค้นหาอันดับต้น ๆ ก่อนว่ามีหัวข้อใดปรากฎซ้ำ หัวข้อที่หลายเว็บไซต์หยิบมาอธิบายตรงกันมักเป็นข้อมูลพื้นฐานที่ผู้อ่านคาดหวัง จึงไม่ควรทำการตัดออก แต่ก็ควรทำการเพิ่มตัวอย่าง วิธีคิด หรือประสบการณ์ของแบรนด์เพื่อให้เนื้อหามีคุณค่ามากยิ่งขึ้น
  • ผลิตและตรวจคุณภาพก่อนเผยแพร่ : การเขียนเนื้อหาควรตอบคำถามสำคัญในช่วงต้น ใช้หัวข้อที่บอกความหมาย ย่อหน้าที่ไม่ยาวจนเกินไป และใช้ตารางหรือรายการเพื่อช่วยให้การเปรียบเทียบง่ายขึ้น ทุกตัวเลข คำกล่าวอ้าง และคำแนะนำจึงควรตรวจที่มาโดยเฉพาะข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงตามเวลา
    ดังนั้นแล้ว การเลือกใข้ AI เพื่อช่วยร่างหรือจัดหมวดหมู่สามารถทำได้ เพียงแต่ผู้รับผิดชอบควรต้องตรวจข้อเท็จจริง ปรับภาษา และเพิ่มประสบการณ์จริง และไม่ควรทำการเผยแพร่ข้อความทั้วไปที่พูดซ้ำ ๆ หลายรอบ ใช้เครื่องหมายมากเกินจำเป็น หรือการกล่าวอ้างถึงผลลัพธ์ที่ธุรกิจไม่มีหลักฐานรองรับ
  • กระจายเนื้อหาและอัปเดตหน้าอย่างมีศักยภาพ : หลังทำการเผยแพร่เนื้อหาแล้ว ไม่ควรรอให้คนพบจาก Google เพียงช่องทางเดียว แต่บทความควรสามารถสรุปเป็นอีเมล โพสต์ วิดีโอสั้น หรือเอกสารที่ช่วยขายได้ โดยการปรับให้เหมาะกับแต่ละช่องทาง ไม่ใช่การคัดลอกข้อความเดียวกันแล้วนำไปเผยแพร่ในทุกแพลตฟอร์ม
    นอกจากนี้แล้ว ยังควรทบทวนหน้าที่แสดงผลบ่อย ๆ แต่มีอัตราการคลิกต่ำ หน้าที่มีการทำอันดับใกล้หน้าแรก และเนื้อหาที่เคยสร้างผู้สนใจได้ดี ดังนั้น การอัปเดตข้อมูล ตัวอย่าง ชื่อหน้า และลิงก์ภายในของหน้าที่มีสัญญาณอยู่แล้ว มักทำให้เกิดผลลัพธ์อย่างรวดเร็วกว่าการเร่งสร้างบทความใหม่โดยไม่มีแผนดูแลของเดิม

สรุป กลยุทธ์ของการทำเนื้อหาที่ดี ทำให้ทุกบทความมีเหตุผลในการสร้าง มีเจ้าของงาน มีหน้าปลายทาง และมีตัวชี้วัดที่ใช้ตัดสินใจว่าจะพัฒนาต่อ หยุด หรือทำการปรับปรุงรูปแบบดีกว่ากัน ซึ่งเป็นหนึ่งในขั้นตอนของบริการรับจ้างทำ SEO ของทีมเรา

ตัวอย่างการเขียนเนื้อหาตามช่วงการตัดสินใจ

คนที่เพิ่งรู้จักปัญหากับคนที่กำลังเปรียบเทียบราคาแต่ไม่ต้องการข้อมูลแบบเดียวกัน การแบ่งเนื้อหาตามช่วงของการตัดสินใจจะช่วยให้แบรนด์ตอบได้ตรงจังหวะ และไม่พยายามขายในทุกบทความมากจนเกินไป

  • ช่วงเรียนรู้ปัญหา : การใช้บทความอธิบายความหมาย เนื้อหาพื้นฐาน เช็กลิสต์ และวิดีโอสั้น เพื่อช่วยให้ผู้รับสารเข้าใจสถานการณ์ ตัวอย่างบทความ “SEO คืออะไร” หรือ “ทำไมเว็บไซต์มีคนเข้าแต่ไม่มีคนติดต่อ” เนื้อหาเหล่านี้ควรให้คำตอบได้จริงก่อนเชื้อเชิญให้ไปอ่านเรื่องต่อไป
  • ช่วงศึกษาทางเลือก : การใช้บทความเปรียบเทียบ วิธีเลือก ข้อดีข้อจำกัด กรณีศึกษา และตัวอย่างกระบวนการ เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเกิดการประเมิณว่าทางเลือกใดเหมาะกับเงื่อนไขของตน เช่น SEO กับ Google Ads ต่างกันอย่างไร หรือ WordPress กับเว็บไซต์ที่พัฒนาเฉพาะควรเลือกแบบไหน
  • ช่วงตัดสินใจ : ควรมีหน้าบริการ ขอบเขตงาน ราคาโดยประมาณ ขั้นตอนการเริ่มงาน ผลงาน และคำถามที่พบบ่อย ซึ่งจะช่วยตอบข้อกังวลก่อนผู้อ่านจะทำการติดต่อ คำกระตุ้นให้ทำต่อควรบอกว่าผู้สนใจจะได้รับอะไรและต้องเตรียมข้อมูลใด ไม่ควรใช้เพียงคำว่า “คลิกที่นี่” โดยไม่มีบริบท
  • ช่วงหลังการซื้อ : เอกสารใช้งาน อีเมลต้อนรับ คำแนะนำการดูแล และบทความแก้ปัญหาจะช่วยให้ลูกค้าได้รับผลลัพธ์จากสินค้าได้เร็วขึ้น เนื้อหาในช่วงนี้ยังช่วยลดภาระทีมบริการ รักษาลูกค้า และสร้างคำถามหรือกรณีศึกษาสำหรับคอนเทนต์ชุดถัดไป

สรุป การทำเนื้อหาควรให้ข้อมูลที่เหมาะกับคนและจังหวะ ไม่ใช่การเพิ่มจำนวนบทความหรือโพสต์โดยไม่รู้ว่าเนื้อหาจะพาผู้อ่านไปในทิศทางไหน

วัดผลกลยุทธ์ Content Marketing อย่างไร
ให้คอนเทนต์เชื่อมกับธุรกิจ

มาสคอต ScaleUpThai เผยแพร่เนื้อหาหลายช่องทางและวัดผล Content Marketing

การวัดผลกลยุทธ์ Content Marketing ควรเริ่มจากหน้าที่ทำคอนเทนต์ ไม่ใช้ตัวเลขเดียวกับทุกเนื้อหา บทความให้ความรู้ วิดีโอสร้างการรับรู้ และหน้ากรณีศึกษาที่มีบทบาทต่างกัน จึงควรต้องอ่านข้อมูลร่วมกับบริบท

  • วัดการค้นพบเนื้อหา : การใช้จำนวนครั้งที่แสดงผล จำนวนคลิกจากการค้นหา อันดับคำค้น และผู้ใช้ใหม่ เพื่อดูว่ากลุ่มเป้าหมายพบเนื้อหาหรือไม่ หากหน้ามีการแสดงผลบ่อยแต่มีอัตราการคลิกต่ำ ก็ควรทำการตรวจชื่อหน้า คำอธิบาย และความตรงกับเจตนาการค้นหาก่อนเพิ่มความยาวของบทความ
  • วัดการอ่านและการไปต่อ : ดูเวลาการอ่าน ระยะการเลื่อนหน้า การคลิกลิงก์ภายใน และหน้าบทความที่ผู้ใช้เปิดต่อ เพื่อทำการประเมิณว่าเนื้อหาจะช่วยให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจและสามารถไปต่อในหน้าถัดไปได้หรือไม่ เวลาอ่านสั้นไม่ได้แปลว่าเนื้อหาไม่ดีเสมอไป หากผู้ใช้ได้รับคำตอบเร็วและไปยังขั้นตอนที่เหมาะสม
  • วัดผู้สนใจและยอดขายอย่างระมัดระวัง : เนื้อหาอาจไม่ได้เป็นหน้าสุดท้ายก่อนจะเกิดการซื้อหรือการติดต่อ แต่มีส่วนช่วยให้ลูกค้ารู้จักและกลับมาในภายหลัง ดังนั้นแล้ว จึงควรดูทั้งผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นโดยตรง ผลลัพธ์ที่เนื้อหามีส่วนสนับสนุน และข้อมูลจากทีมขาย เช่น ผู้สนใจอ่านเรื่องใดก่อนติดต่อ หรือคำถามใดช่วยลดเวลาในการขาย
  • ประเมิณต้นทุนการผลิตและการดูแล : บันทึกเวลาวิจัย เขียน ออกแบบ ตรวจ และกระจายเนื้อหา รวมถึงค่าเครื่องมือและค่าโฆษณา เนื้อหาที่มีผู้เข้าชมสูงแต่ใช้ทรัพยากรมากและไม่ช่วยต่อเป้าหมายธุรกิจ ซึ่งอาจไม่คุ้มเท่าบทความเฉพาะทางที่มีผู้อ่านน้อยกว่าแต่สร้างลูกค้าที่เหมาะสมได้
  • อัปเดต รวม หรือหยุดเนื้อหาที่ไม่ตอบโจทย์ : หน้าบทความที่มีข้อมูลล้าสมัยควรทำการอัปเดต หน้าบทความที่ตอบเรื่องเดียวกันและแย่งอันดับกันเองควรทำการยุบรวมกัน ส่วนหน้าที่ไม่มีความต้องการค้นหาและไม่ช่วยต่อผู้ใช้ อาจทำการลบหรือเปลี่ยนเส้นทางอย่างมีแผน การดูแลคลังบทความจึงเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการวางกลยุทธ์เนื้อหา ไม่ใช่ผลิตบทความใหม่เพียงอย่างเดียว

สรุป ตัวชี้วัดที่ดีจะช่วยให้ทีมเกิดการตัดสินใจว่าจะปรับปรุงหัวข้อ ข้อความ ช่องทาง หรือขั้นตอนถัดไป ไม่ได้มีไว้เพียงแสดงว่าผลลัพธ์จำนวนการเข้าชมเว็บไซต์เพิ่มขึ้นหรือลดลง

คำถามที่พบบ่อย

เนื้อหาเชิงการตลาดต่างจากการโฆษณาอย่างไร

การโฆษณาจ่ายเพื่อซื้อพื้นที่และการเข้าถึงในช่วงเวลาหนึ่ง ส่วนเนื้อหาเชิงการตลาดเน้นสร้างข้อมูลที่มีคุณค่าและสะสมเป็นทรัพย์สินของแบรนด์ ทั้งสองวิธีนี้สามารถใช้ร่วมกันได้ เช่น ใช้โฆษณาพาคนไปยังบทความเชิงลึกที่ช่วยตอบคำถามก่อนเสนอขาย

ความถี่ของการเผยแพร่เนื้อหาควรขึ้นกับทรัพยากร คุณภาพ และช่องทาง ไม่มีจำนวนโพสต์เดียวที่เหมาะกับทุกธุรกิจ การเผยแพร่น้อยลงแต่ตอบคำถามสำคัญ มีผู้รับผิดชอบอัปเดตและนำไปใช้ต่อได้ จึงมักมีประโยชน์กว่าการเผยแพร่เนื้อหาถี่จนต้องผลิตเนื้อหาทั่วไป

ช่องทางที่สร้างผู้เข้าชมโดยไม่ซื้อโฆษณา เช่น SEO อาจต้องใช้เวลาหลายเดือน ส่วนการนำเนื้อหาไปใช้กับโฆษณา อีเมล หรือทีมขายอาจเห็นสัญญาณได้เร็วกว่า จึงควรกำหนดตัวชี้วัดระยะสั้น เช่น การค้นพบและการอ่าน พร้อมติดตามจำนวนผู้สนใจและยอดขายในระยะยาว

ผู้เขียนเนื้อหาไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในทุกเรื่อง แต่ต้องเข้าถึงผู้รู้และตรวจข้อมูลได้ กระบวนการที่ดีจึงควรให้ผู้เขียนทำการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ร่างเนื้อหา แล้วให้ผู้รับผิดชอบทำการตรวจความถูกต้องและตัวอย่างก่อนการเผยแพร่ พร้อมระบุผู้เขียนหรือผู้ตรวจเมื่อเหมาะสม

จำนวนการค้นหาเป็นข้อมูลประกอบ ไม่ใช่คำตัดสินสุดท้าย หัวข้อเฉพาะที่ช่วยตอบข้อกังวลก่อนซื้อ ลดภาระทีมบริการ หรือสร้างผู้สนใจที่มีคุณภาพ อาจมีคุณค่ามากกว่าคีย์เวิร์ดกว้าง ๆ ที่มีผู้ค้นหาสูงแต่ไม่เกี่ยวกับบริการ

สรุป การเลือกสร้างเนื้อหาจากคุณค่าต่อผู้ใช้และธุรกิจ ควรใช้ข้อมูลค้นหาเป็นตัวช่วยจัดลำดับความสำคัญ

อ่านต่อในหัวข้อที่เกี่ยวข้อง

ตัวมาสคอต ScaleUpThai กำลังจัดทำ Sitemap เพื่อช่วยให้ Google พบหน้าสำคัญ

Blog

11 ก.ย. 2026

Sitemap คืออะไร ช่วยให้ Google พบหน้าสำคัญได้อย่างไร

มาสคอต ScaleUpThai นำเสนอหน้า Landing Page ที่มีเป้าหมายการตัดสินใจเพียงอย่างเดียว

Blog

8 ก.ย. 2026

Landing Page คืออะไร หน้าแบบไหนช่วยให้คนตัดสินใจง่ายขึ้น

มาสคอต ScaleUpThai กำลังประกอบเว็บไซต์ด้วย WordPress

Blog

4 ก.ย. 2026

WordPress คืออะไร เหมาะกับเว็บไซต์แบบไหน และมีข้อจำกัดอะไร

อยากนำเนื้อหาไปต่อยอดเป็นแผนการตลาด?

ทีม ScaleUpThai ช่วยเปลี่ยนโจทย์ SEO งานโฆษณา งานเนื้อหา และเว็บไซต์ให้เป็นลำดับงานที่ชัดเจนและวัดผลได้